อัญเชิญลงมากลับไม่ยอม ฟาดกระบองใส่จนดวงวิญญาณหลุดลอย ร่างเนื้อดับสูญสิ้นชีวี”
“เป็นเช่นนี้นี่เอง…”
ซ่งโหยวเบิกตาขึ้น รู้สึกทอดถอนใจอยู่บ้าง
ดูท่าว่าครานั้นที่ใต้เขาฉยงซาน สองชีวิตที่ไม่ควรจะมีสิ่งใดข้องเกี่ยวกันกลับได้มาใช้เวลาร่วมกันในศาลเจ้าอยู่หนึ่งปี มิตรภาพนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องจอมปลอมแต่อย่างใด
ซ่งโหยวจึงคีบกับข้าวขึ้นกินต่อ ก่อนจะถามขึ้นอีก “แล้วคนตัดฟืนที่ข้าพบนั้นคือผู้ใดกันเล่า”
“สหายบำเพ็ญพบเขาด้วยหรือ”
“ย่อมพบแน่นอน”
“เขาก็คือคนตัดฟืนที่ขึ้นเขาไปหาฟืนอยู่เป็นประจำนั่นแล มักได้รับความเมตตาจากเทพเสี่ยงเล่ออยู่เสมอ ทว่าเมื่อไม่กี่วันก่อนเขาเพิ่งล้มป่วย สุดท้ายก็สิ้นใจลงพร้อมความโดดเดี่ยว ไร้ญาติขาดมิตร ไม่มีแม้แต่คนฝังศพ” เหวินผิงจื่อเอ่ย “ข้าเห็นว่าการบำเพ็ญตบะของเทพเสี่ยงเล่อหาใช่เรื่องง่ายนัก จึงเกลี้ยกล่อมให้เขากลับตัวกลับใจ และให้ยืมร่างของคนตัดฟืน หวังว่าเขาจะได้รับโอกาสอีกสักครา หลังจากนั้นข้าก็แอบเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ที่เขาฉยงซานอยู่ครึ่งปี เห็นเขาวันๆ เอาแต่ตัดฟืนกลับบ้านไปก็ศึกษาแต่หลักธรรมและบทกวี กลิ่นอายปีศาจค่อยๆ สลายหายไปจนสิ้น จึงไม่ได้ไปรบกวนเขาอีก”
“สหายบำเพ็ญช่างเมตตานัก”
ซ่งโหยวเอ่ยทั้งรอยยิ้ม
เด็กหญิงตัวน้อยที่นั่งทานข้าวเงียบๆ อยู่ข้างกายถึงกับชะงักงัน เงยหน้าจ้องมองพวกเขาทั้งสองตาไม่กะพริบ
คนตัดฟืนเดิมทีไร้การศึกษา วันๆ เอาแต่เข้าป่าหาฟืนเลี้ยงชีพ ต่อให้