ามกลางอากาศหนาวจัด เมื่อเปิดฝาซึ้งออกมาควันก็พุ่งสูงลิ่ว หากมีร้านตั้งติดๆ กัน ควันเหล่านั้นก็แทบจะกลายเป็นหมู่เมฆบนท้องฟ้าแล้ว
ธงโรงสุราโบกสะบัดต้านลมหนาว ผสานไปกับเสียงสนทนา เสียงตะโกนสั่งของและเสียงหัวเราะร่าของผู้คนที่อยู่ด้านล่าง ยังไม่ทันเข้าเมืองหยางตู ก็ได้สัมผัสกับความครึกครื้นที่เหนือชั้นกว่าในเมืองอื่นๆ ที่เคยผ่านมาเสียอีก
ทัศนียภาพย่านการค้านอกเมืองทอดยาวไปกว่าสิบกว่าลี้
แม้แต่ซ่งโหยวเองก็ยังรู้สึกหิวจนต้องหยุดแวะทานบะหมี่ลูกเซี่ยงจื่อ[1]ร้อนๆ สักชาม ก่อนจะออกเดินทางต่อไปตามถนนหลวง
ในที่สุด กำแพงเมืองหยางตูก็ปรากฏแก่สายตา
“หยางตู…”
ซ่งโหยวหยุดฝีเท้าลงแล้วเงยหน้าขึ้น พึมพำชื่อเมืองออกมา
เจ้าแมวน้อยก็เงยหน้าขึ้นเช่นกัน ดวงตาจ้องเขม็งไปที่ด้านบนของกำแพงเมือง
เขาแสดงใบผ่านทางและเข้าสู่ตัวเมืองได้อย่างราบรื่น
ภายในเมืองยิ่งเป็นแหล่งชุมนุมของพ่อค้า สินค้าจากพันสารทิศหลั่งไหลมารวมกัน กลิ่นอายความรุ่งโรจน์อบอวลไปทั่วสิบลี้ประหนึ่งเป็นความฝันอันมั่งคั่ง
“เหมียว…”
“รุ่งเรืองจริงๆ”
หากเทียบกับฉางจิงที่เป็นเมืองหลวง หยางตูนั้นไร้ซึ่งข้อจำกัดกว่าหลายเท่า จึงสามารถแสดงความอู้ฟู่ออกมาได้อย่างเต็มที่ ดูไปแล้วคล้ายกับเมืองแห่งการบริโภคเสียมากกว่า หยางตูอยู่ไม่ไกลจากฉางจิงนัก แต่ได้เปรียบที่การคมนาคมทางน้ำสะดวกสบาย ตั้งแต่สถาปนาราชวงศ์มาจึงมีเหล่าขุนนางผู้สูงศักดิ์และเหล่านักปราชญ์เดินทา