เสียงขับร้องแว่วมาจากกลางขุนเขา
ดูเหมือนเมื่อวานนี้ก็เพิ่งได้ฟัง
เมื่อซ่งโหยวเดินลงมา ก็ได้พบกับคนตัดฟืนที่กำลังแบกคานหาบและดาบเดินสวนขึ้นมาอีกครั้ง
ครั้งนี้เขายังคงหยุดฝีเท้าลง
“ท่านนี่ตื่นเช้าจริงๆ…”
“ท่านนักพรตลงเขาแล้วหรือ!”
“ใช่แล้ว”
“พวกเรามันคนทุกข์ยาก ย่อมต้องตื่นเช้าเป็นธรรมดา…” คนตัดฟืนมองซ่งโหยวด้วยสายตาเชิงล้อเลียน “คงไม่ใช่เพราะท่านนักพรตนอนบนเขาแล้วรู้สึกหนาวจนหลับไม่ลงหรอกนะ”
“ก็ไม่เชิงนัก”
ซ่งโหยวยังคงตอบด้วยรอยยิ้ม
เมื่อวานแม่นางสามสีเด็ดผลทิพย์มาให้เขาสามผล เขาเพิ่งกินไปเพียงผลเดียว ยามนี้จึงยื่นให้คนตัดฟืนหนึ่งผล
“เมื่อวานสนทนากับท่าน ทำให้ท่านเสียเวลาตัดฟืนไปไม่น้อย ทั้งยังต้องขอบคุณที่ท่านบอกเล่าเรื่องราวเมื่อปีกลายให้ฟัง เป็นประโยชน์ต่อพวกข้าอยู่บ้าง ระหว่างเดินชมป่าเขาได้เด็ดผลไม้ป่าติดมือมา ผลไม้นี้เติบโตในป่าลึก คล้ายจะดูดซับพลังวิญญาณและแก่นแท้ของขุนเขาไว้ รสชาติสดชื่นชุ่มคอยิ่งนัก ข้าตั้งใจเก็บไว้ให้ท่านลูกหนึ่ง ถือเป็นค่าตอบแทนก็แล้วกัน”
“ไอ้หยา…”
คนตัดฟืนก้มลงมอง พลันรู้สึกเกรงใจขึ้นมาทันที “เมื่อวานก็แค่หยุดพักเหนื่อย ไม่ได้คุยกันนานเลย ท่านนักพรตยังอุตส่าห์มีน้ำใจถึงเพียงนี้ นี่มัน…”
“รับไว้เถิด”
“เอ้อ…”
คนตัดฟืนยังไม่ทันจะยื่นมือไปรับ ก็ได้กลิ่นหอมสะอาดโชยมา
กลิ่นหอมนั้นยากจะพรรณนา ต่างจากกลิ่นผลไม้และดอกไม้โดยสิ้นเชิง ไม่ได้หอมจนรู้สึกอยากลิ้มลองเหม