ือนผลไม้ทั่วไป และไม่ได้หอมฉุนเหมือนมวลบุปผา ทว่าเพียงสูดลมหายใจเข้าไปเบาๆ กลับรู้สึกสบายเนื้อสบายตัวอย่างประหลาด กลิ่นหอมนี้ช่างวิเศษนัก ให้ความรู้สึกว่า เพียงได้กินเข้าไป จะต้องรู้สึกผ่อนคลายมากแน่
ผลไม้ชนิดนี้มีแดงราวกับหยาดโลหิต ใสกระจ่างดุจผลึกแก้ว คล้ายมีม่านหมอกจางๆ ไหลเวียนอยู่รอบๆ ทว่าเมื่อเพ่งมองดีๆ กลับไม่พบสิ่งใด
“นี่คงไม่ใช่ผลทิพย์กระมัง”
“ผลไม้ธรรมดานั่นแล”
“เช่นนี้จะดีหรือ”
“ล้วนเป็นวาสนาต่อกัน”
“ถ้าเช่นนั้นก็ขอบคุณท่านนักพรตยิ่งนัก!”
“ไม่ต้องเกรงใจ” ซ่งโหยวชะงักไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ “หากยืนกรานจะขอบคุณข้าละก็ ช่วยบอกข้าทีว่านักพรตชราเมื่อปีกลายท่านนั้นมีนามว่าอะไร และหลังจากกำจัดปีศาจลงเขาไปแล้ว ท่านมุ่งหน้าไปทางใดหรือ”
“เอ๊ะ ท่านนักพรตรู้ได้อย่างไรว่าข้าจะรู้”
“ข้าเดา”
“เดาเอาหรือ…”
คนตัดฟืนถือผลไม้ไว้ในมือ เงยหน้ามองนักพรต ก้มหน้ามองเจ้าแมว สายตาประสานกันทั้งบนและล่าง ก่อนจะยอมเล่า “นักพรตชราท่านนั้นเรียกตนเองว่า ‘เหวินผิงจื่อ’ บอกว่าวันหน้าจะไปบำเพ็ญตนที่เมืองหยางตู ทว่าหยางตูก็ดูจะอยู่ไกลจากที่นี่ไม่น้อยเลยนะ หยางตูออกจะกว้างใหญ่เพียงนั้น ไม่รู้ว่าป่านนี้ท่านไปอยู่ที่ใดแล้ว…”
“เมืองหยางตูหรือ”
“ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น” คนตัดฟืนกล่าว “ข้าเองก็เคยคุยกับท่านอยู่บ้าง”
“ขอบคุณท่านมาก เช่นนั้นข้าขอลาไปก่อน”
“เหตุใดแมวของท่านจึงจ้องหน้าข้าไม่วางตาเช่นนี้เล่า”
“สงสัยนา