ื่อยหรือแตกหน่อ เพียงแต่แปรเปลี่ยนเป็นสีดำ คาดว่าอย่างน้อยมันคงอยู่ที่นี่มาตั้งแต่ปีกลาย สิ่งนี้คล้ายจะเป็นหลักฐานยืนยันว่า เทพเสี่ยงเล่อผู้นี้เคยพำนักและบำเพ็ญตบะอยู่ที่นี่จริงๆ
ระยะเวลาเพียงปีกว่า ไม่อาจลบเลือนร่องรอยของการประลองวิชาได้สิ้น
อย่างน้อยต้นไม้ใหญ่ข้างกายที่บัดนี้หักสะบั้นก็ไม่อาจเติบโตกลับมาดังเดิม ทำได้เพียงแตกยอดอ่อนออกมาจากรอยหัก ซึ่งความยาวของแต่ละยอดนั้นเองที่เป็นตัวบ่งบอกช่วงเวลาที่มันหักโค่นลงมาได้อย่างแม่นยำ
ซ่งโหยวเอื้อมมือไปสัมผัสรอยนั้น ลูบไล้กิ่งก้านและใบอ่อนเหล่านั้น
คงเป็นเรื่องราวในช่วงฤดูใบไม้ผลิหรือฤดูร้อนเมื่อปีกลาย
บนลำต้นมีทั้งรอยหัก รอยกระแทกและรอยฟันขาด บางส่วนยังมีร่องรอยถูกเจาะทะลุเป็นรูโหว่ ซึ่งส่วนใหญ่ได้สมานตัวกลายเป็นรอยตะปุ่มตะป่ำไปแล้ว
“ยันต์เข็มทอง…”
ซ่งโหยวลูบไล้รอยแผลเป็นบนต้นไม้ พลางสันนิษฐานอยู่ในใจ ก่อนจะหันไปมองทางไกล
ใต้ชะง่อนผาปรากฏรอยเล็บจางๆ ที่ยังไม่เลือนหาย บนโขดหินบางก้อนยังมีคราบเลือดและขนลิงติดอยู่ มิได้ถูกสายพิรุณชะล้างไปจนหมดสิ้น
“เมี๊ยว~”
แม่นางสามสีพบของวิเศษเข้าให้แล้ว สองสิ่งนั้นคือ…
สิ่งหนึ่งคือต้นไม้ทิพย์ ออกผลทิพย์ตามฤดูกาล ส่งกลิ่นหอมขจรขจายเย้ายวนใจ ผู้บำเพ็ญตนหรือปีศาจบางตนถึงขั้นเห็นรัศมีเรืองรองแผ่ออกมาจางๆ
ส่วนอีกสิ่งหนึ่ง คือซากสังขารของเทพเสี่ยงเล่อ
เป็นร่างของปีศาจภูเขาขนาดมหึมาที่นั่งพิงโคนต้นไม้
เดิมที