ี่ตีนเขาเสียอีก
ซ่งโหยวเริ่มออกเดินต่อ หาได้มีเจตนาจะเข้าไปสำรวจในซากศาลเจ้าแต่อย่างใด ทว่ากลับมุ่งหน้าขึ้นสู่ยอดเขาต่อ
ภูเขาลูกนี้ช่างเหมาะแก่การปีนป่ายขึ้นที่สูงยิ่งนัก
แว่วเสียงคนตัดฟืนขับขานบทเพลงอย่างสำราญใจในป่าลึก เสียงนั้นดังกังวานสะท้อนไปมาเปี่ยมด้วยท่วงทำนองเพราะพริ้ง อีกทั้งยังเห็นนกป่าในเขาที่นึกตะกละ กินผลไม้ป่าที่ร่วงหล่นลงมาจนหมักหมมได้ที่ ถึงขั้นเมามายล้มพับอยู่ข้างทาง
“คะนึงถึงลมพัดยอดสน…พัดควันชาให้มลายหาย…สถิตอยู่ท่ามกลางหมู่เมฆขาว…ไฉนเลยจักมิใช่เทพเซียน…”
“ใต้จันทราและวายุ…เริงรื่นเสรีไร้กังวล…”
“ยามครึ้มอกครึ้มใจก็ขับขาน…ยามอ่อนล้าก็เอนกายลงนิทรา…”
เสียงเพลงนั้นมีท่วงทำนองกึ่งขับขานกึ่งร่ายมนตร์ เป็นที่ตราตรึงใจเสียเหลือเกิน
ซ่งโหยวเดินตามเสียงนั้นไป จนกระทั่งได้พบกับคนตัดฟืนผู้หนึ่ง
[1] เรือแจวลำเล็กลักษณะคล้ายเปลือกแตง