ทพเสี่ยงเล่อผู้นั้นยังสถิตอยู่หรือไม่”
เป็นจริงดังที่คนเรือว่าไว้ ยามมาถึงตีนเขาจึงได้ประจักษ์ถึงความยิ่งใหญ่ของขุนเขา
ยามนี้เมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไป หมู่มวลพฤกษาเขียวชอุ่มหนาทึบจนมองเห็นท้องฟ้าได้เพียงเศษเสี้ยวเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นหน้าผาหินด้านข้างหรือยอดเขาเบื้องหน้า ล้วนให้ความรู้สึกที่สูงเสียดฟ้าจนมองไม่เห็นจุดสิ้นสุด
เจ้านกนางแอ่นโผบินเข้าไปในป่าลึกนานแล้วเพื่อเสาะหาที่ตั้งของศาลเจ้า
ซ่งโหยวเริ่มก้าวเดินมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าเขา
ที่แห่งนี้มีพลังวิญญาณหนาแน่นนัก เป็นขุนเขาและสายน้ำที่เลิศเลอเสียจริง เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วแว่วมาเป็นระยะยิ่งขับเน้นความสงัดเงียบของขุนเขา แม้จะเป็นช่วงปลายสารทฤดูที่อากาศเย็นสบาย ทว่าแมกไม้ในป่ากลับมิได้เหี่ยวเฉาลงเท่าใดนัก ยังคงมีสีเขียวชะอุ่ม เบื้องหน้ามีเส้นทางสายเล็กๆ มุ่งตรงไป ไม่รู้ว่าจะนำพาไปสู่ที่ใด
ด้วยการนำทางของเจ้านกนางแอ่น ไม่นานซ่งโหยวจึงหาศาลของเทพเสี่ยงเล่อเจอ
ทว่าศาลแห่งนี้กลับทรุดโทรมไปสิ้น เดิมทีเป็นเพียงศาลเล็กๆ ตีนเขา ยามนี้รูปเคารพแตกหัก แท่นบูชาพังทลาย หน้าศาลมีเศษชามแตกกระเบื้องร่วงหล่นกระจายเกลื่อนกลาด แทบจะถูกวัชพืชกลืนกินไปจนหมด
ไร้ซึ่งร่องรอยของกลิ่นธูปควันมาเนิ่นนานแล้ว
“ดูท่าจะร้างแล้ว…”
แมวสามสีหันกลับมาบอกนักพรตหนุ่ม
“ข้าเห็นแล้ว”
ซ่งโหยวพยักหน้ารับ ทว่าเขายังคงทอดสายตามองลึกเข้าไปในป่าเขา
พลังวิญญาณในป่าลึกนั้นหนาแน่นยิ่งกว่าท