ล็กๆ บนเขา ไร้ซึ่งกลิ่นธูปบูชา นามว่าอารามฝูหลง”
“เขาหยินหยาง อารามฝูหลง…”
“หาใช่อารามโด่งดังไม่”
“ภูเขาจะสูงต่ำมิสำคัญ หากมีเซียนสถิตย่อมเป็นเขาเลื่องชื่อ อารามจะใหญ่เล็กมิสำคัญ หากมีเทพสถิต ย่อมเป็นอารามศักดิ์สิทธิ์” ชิงหวายจื่อกล่าวพลางเปิดประตูไม้ทาชาดของเรือนหลังออก พร้อมกับเอียงคอถามต่อ “แล้วทั้งสองท่านนี้คือ…”
“ข้าคือแม่นางสามสี!”
“เช่นนั้นข้าก็ขอคารวะพวกเจ้าด้วย!”
ภูตน้อยทั้งสองตอบรับเรียงกันตามลำดับ ก่อนจะเดินตามหลังซ่งโหยวข้ามธรณีประตูเข้าสู่เรือนหลังของอารามชิงอวิ๋นไปทีละคน
ชิงหวายจื่อฟังคำเหล่านั้นพลางผายมือเดินนำไป ภายนอกดูสงบนิ่งทว่าภายในใจกลับเริ่มเกิดระลอกคลื่น
เด็กหญิงผู้นั้นดูอายุยังน้อย ดูแล้วน่าจะเป็นศิษย์น้อยของสหายบำเพ็ญผู้นี้ ทว่ากิริยาท่าทางและแววตากลับดูสูงส่งเหนือปุถุชน เช่นเดียวกับเด็กหนุ่มผู้นั้น นาม ‘แม่นางสามสี’ ย่อมมิใช่ชื่อที่ใช้เรียกขานผู้บำเพ็ญพรต ผนวกกับกับอาภรณ์สามสีที่นางสวมใส่ หากไม่ใช่ปีศาจก็คงเป็นเทพจำแลงกาย
ส่วนเด็กหนุ่มในชุดขาวดำ แซ่เยี่ยน นามว่าอัน ทั้งยังสามารถทำให้เทพผู้ปลดเปลื้องทุกข์ภัยแห่งอันชิงแสดงปาฏิหาริย์ได้…
หรือจะเป็นทายาทของเยี่ยนเซียนกันแน่
ชิงหวายจื่อมิได้แตกฉานในอาคมหรือการบำเพ็ญพรต ทั้งยังไม่ค่อยได้มีโอกาสพบเห็นเทพเซียนสำแดงฤทธิ์ ทำได้เพียงตั้งแท่นประกอบพิธีตามธรรมเนียม ทว่าการที่พำนักอยู่ในอารามมานาน ได้คลุกคลีและปรนนิบัติ