ด้ลิ้มรสอาหารจืดชืด โดยเฉพาะในยุคสมัยนี้ มันจืดเสียจนแทบจะได้กลิ่นคาวของเนื้อและปลา แม่นางสามสีจึงเริ่มแอบทำหนูพะโล้ตอนกลางดึกอีกครั้ง ส่วนซ่งโหยวนั้นยังคงไม่รู้แน่ชัดว่าควรจะมุ่งหน้าไปทางใดต่อ
สุดท้ายจึงเหลือเพียงสายน้ำให้ทัศนา
สายน้ำนั้นแทบไม่เคยเปลี่ยนไปนอกจากยามแดดจ้าหรือฝนพรำ ทว่าเหล่าแขกเหรื่อบนเรือลายวิจิตรหรือเรือหลังคาประทุนที่แล่นผ่านไปมานั้น กลับไม่เคยซ้ำหน้ากันเลย
มีทั้งผู้ยากไร้ที่ดิ้นรนเพื่อปากท้อง คุณชายเจ้าสำราญและสตรีโฉมงาม บางคราวผู้สูงศักดิ์ก็เชิญเหล่านักสังคีตและนางขับร้องขึ้นเรือ ล่องเรือชมจันทร์พลางฟังเสียงบรรเลงพิณและบทเพลงจากสาวงาม ยามนั้นซ่งโหยวและเหล่าพ่อค้าวานิชริมสองฝั่งน้ำ ก็พลอยได้รับอานิสงส์ร่วมเสพความสุนทรีย์นั้นไปด้วย
แม้แต่ในยามราตรี ก็ยังมีเรือประดับโคมไฟล่องชมความงามยามค่ำคืน
การเฝ้าดูวิถีชีวิตอันหลากหลายของผู้คน ก็คือส่วนหนึ่งของการบำเพ็ญตนเช่นกัน
“เฮ้อ…”
ซ่งโหยวละสายตาจากแม่น้ำนอกหน้าต่าง หันกลับมามองเด็กน้อยในห้อง
เด็กหญิงตัวน้อยในชุดสามสีหมอบอยู่บนโต๊ะสี่เหลี่ยม กางกระดาษแผ่นหนึ่งไว้บนโต๊ะ โดยใช้หินวิเศษที่ชาวยักษามอบให้เป็นที่ทับกระดาษ นางกำลังถือพู่กันอย่างระมัดระวัง เขียนอักษรตัวจ้อยลงบนกระดาษอย่างตั้งอกตั้งใจ
เขียนไปได้พักหนึ่งก็ต้องหยุดชะงัก เผยสีหน้าครุ่นคิดออกมา
“แม่นางสามสี”
“หือ”
เด็กหญิงตัวน้อยเงยหน้าขึ้นทันที พร้อมกับจ้องมองเขาด้วย