ายังใช้หมึกหนิงเซียนเขียนจดหมายถึงนักพรตเฒ่าอยู่เลย
เวลาผ่านไปเร็วเสียจริง ถึงตอนนี้ก็ผ่านมาแปดปีแล้วสินะ…
ในใจพลันบังเกิดความรู้สึกเคลิบเคลิ้มลอยล่องอยู่ชั่วครู่
“หมึกหนิงเซียง!”
เสียงทวนคำของเด็กหญิงตัวน้อยดึงสติเขากลับมา
ซ่งโหยวส่ายหน้าไล่ความอาวรณ์นั้นทิ้งไป แล้วหันไปยิ้มให้นาง “บัดนี้แม่นางสามสีมีความรู้รุดหน้าไปไกลยิ่งนัก ฝีมือการเขียนพู่กันก็ไม่ธรรมดา อีกทั้งยังกำลังรังสรรค์ผลงานชิ้นเอกอยู่ด้วย ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ย่อมต้องใช้หมึกที่ดีที่สุดในใต้หล้า ถึงจะคู่ควรกับฝีพู่กันและผลงานของแม่นางสามสี”
“พู่กันของแม่นางสามสี~”
“แม่นางสามสี เจ้ารู้อยู่แก่ใจว่าข้ากำลังพูดถึงสิ่งใด”
“ข้ารู้น่า!”
เด็กหญิงตัวน้อยกล่าวพลางบรรจงเก็บกระดาษไว้อย่างเรียบร้อย แล้วยืนนิ่งอยู่กับที่ เงยหน้าจ้องมองนักพรตหนุ่ม เป็นสัญญาณว่านางพร้อมออกเดินทางแล้ว
“ไปกันเถิด”
ซ่งโหยวสืบเท้าเดินออกไปนอกประตู
“ไปกันเถิด…”
เด็กหญิงตัวน้อยออกเดินตามไปในทันที
พรึ่บ พรึ่บ พรึ่บ…
ฝ่ายเจ้านกนางแอ่นหาได้ออกทางประตูไม่ แต่กลับโผบินออกไปนอกหน้าต่าง ร่อนถลาไปมากลางเวหาอย่างอิสระอยู่หลายรอบ ก่อนจะบินข้ามหลังคาไปยังถนนเบื้องล่าง คอยบินติดตามพวกเขาไปไม่ห่าง
ไม่นานนัก ทั้งสามก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าอารามชิงอวิ๋น
เป็นนักพรตหนุ่มในชุดคลุมเก่าๆ และรองเท้าคู่ใหม่ ในมือถือไม้เท้าไผ่สีนวล เด็กหญิงตัวน้อยน่ารักจิ้มลิ้มในอาภรณ์สามสีถักผมเปียเรียบ