ิ่งไปหยิบชามและตะเกียบมาทันที
“มานั่งเถิด”
ซ่งโหยวเรียกให้นางล้อมวงนั่งรอบหม้อ
เจ้านกนางแอ่นนั้นไม่ค่อยกินอาหารที่มนุษย์ปรุง และยิ่งไม่กินพวกสัตว์ปีกด้วยกันเอง เขาจึงไม่คะยั้นคะยอให้อีกฝ่ายลำบากใจ
ยามนี้ในหม้อเต็มไปด้วยเนื้อไก่ชิ้นโต มีเพียงผักป่าไม่กี่อย่างใส่ประดับไว้ ขอบหม้อเหล็กมีแผ่นสีเหลืองทองติดอยู่ ส่งกลิ่นหอมที่ซ่งโหยวคุ้นเคยและถวิลหาออกมา
ซ่งโหยวคีบแผ่นแป้งสีเหลืองทองก่อนตามความเคยชิน
แม่นางสามสีเห็นดังนั้นก็ทำตามเขา
ซ่งโหยวพรูลมหายใจแล้วกัดแผ่นแป้ง
เด็กหญิงก็กัดตามเขาเช่นกัน
ผิวหน้าของแผ่นแป้งเป็นสีเหลืองทอง มีเนื้อสัมผัสหยาบกระด้างเล็กน้อย แต่อีกด้านนั้นถูกจี่จนเป็นสีน้ำตาลแดง ยามเคี้ยวจะได้รสสัมผัสสากลิ้นเล็กน้อย ทว่ากลับหวานหอมยิ่งนัก
“…”
ซ่งโหยวเงียบไปครู่หนึ่ง รสชาติที่คุ้นเคยปลุกความทรงจำที่ถูกฝังไว้นานแสนนานให้หวนคืนมา การลิ้มรสครานี้จึงมิใช่เพียงแค่รสชาติของแผ่นแป้งข้าวนางแอ่นอีกต่อไป
ทว่าเขากลับไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงใช้ตะเกียบคีบแผ่นแป้งกดลงไปในน้ำแกงไก่ผัดเตาฟืน รอให้มันดูดซับน้ำแกงจนชุ่มโชกแล้วจึงคีบขึ้นมาอีกครั้ง
แม่นางสามสีทำตามทุกขั้นตอน นางจ้องเขาตาเขม็ง ยามนำแผ่นแป้งลงไปจุ่มน้ำแกงก็รอจนเวลาเช่นเดียวกับซ่งโหยว
ท่าทางเช่นนี้มองดูแล้วช่างน่าเอ็นดูนัก
ทว่าเมื่อลองจินตนาการว่า ในวันหน้าหากฝักข้าวนางแอ่นที่ท่านผู้เฒ่ามอบให้ซ่งโหยวเหลืออยู่เพียงไม่กี่ฝัก ซ้ำแล้วยัง