ลับมาจ้องเขาตาแป๋ว
นางรีบวิ่งไปหาพยัคฆ์ร้าย กระโดดขึ้นไปบนหลังเสืออย่างคล่องแคล้ว แล้วกระโดดขึ้นไปยืนบนหัวของมัน
หัวของพยัคฆ์มีขนาดใหญ่พอที่จะให้แมวตัวหนึ่งยืนได้อย่างสบายๆ
เจ้าแมวสูดลมหายใจเข้าลึก…
ทว่าในจังหวะนั้นเอง
พรึ่บ!
กลุ่มควันสีเทาระเบิดกลับระเบิดขึ้นกลางพื้นดิน
ก้อนหินสูงราวหัวเข่าได้กลายร่างกลับมาเป็นเทพอันเล่อ
ร่างนั้นผ่ายผอมดุจเด็กน้อยแต่สูงเท่าผู้ใหญ่ ศีรษะมีขนาดเท่ากำปั้น เห็นแสงไฟรำไรกลางท้อง เมื่อมันเห็นซ่งโหยวก็รีบประสานมือคารวะ ก่อนจะแผดเสียงตะโกนลั่น
“ไว้ชีวิตข้าเถิด! ได้โปรด!”
เจ้าแมวชะงักงันไป ไม่รู้ว่าควรพ่นลมหายใจที่สูดเข้าไปเต็มปอดออกมาดีหรือไม่ นางหันไปมองซ่งโหยวพลางกลั้นหายใจจนเผลอแสดงสีหน้าอันแฝงด้วยอารมณ์ซับซ้อนออกมา
“ท่านหมายให้ชาวบ้านใช้เด็กน้อยเป็นเครื่องเซ่น ทั้งยังพรากชีวิตคนไปไม่น้อย จะให้ข้าปล่อยท่านไปได้อย่างไร”
ซ่งโหยวเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
เอิ๊ก…
“ต้องโทษไอ้ฉางหยวนจื่อ! โทษมันคนเดียว! โทษราชครูนั่นด้วย! ข้าลำบากตรากตรำทำงานให้มัน ไม่เคยเกียจคร้าน สุดท้ายมันกลับส่งคนมาสังหารข้า!” เทพอันเล่อที่อยู่ในสภาพอ่อนแรงดูเหมือนกับคนเสียสติไม่มีผิด ความคุ้มคลั่งนั้นหาได้แสดงออกมาผ่านคำพูด แต่ยังสื่อออกมาทางแววตาและมือไม้ที่กวัดแกว่งไปมา “จะไม่ให้ข้าแค้นได้อย่างไร!”
“เมื่อยามโพล้เพล้ข้าได้ไปสอบถามชาวบ้านมาแล้ว ท่านลงเขามาฉีกกินปศุสัตว์ของชาวบ้านตั้งแต