้ายพอดี
เบื้องหน้าศาลเจ้ามีต้นไม้อยู่สองสามต้น ใต้ต้นไม้เต็มไปด้วยเศษซากของประทัดที่จุดระเบิดไปแล้ว ยามนี้ที่โคนต้นมีทั้งวัวที่ใช้ไถนา ม้าด่างร่างซูบผอม แกะภูเขา หมูดำตัวเล็ก และสุนัขสีเหลืองตัวใหญ่ถูกผูกเอาไว้ แม้แต่ไก่ตัวผู้หงอนแดงตัวนั้นก็ถูกมัดขาพ่วงติดอยู่กับต้นไม้ด้วยเช่นกัน
ชาวบ้านต่างถือธูปคนละดอกทยอยกันเข้าไปในศาลเจ้า ก้มกราบอธิษฐานอยู่หน้าแท่นบูชา ทว่าใบหน้าของแต่ละคนกลับเต็มไปด้วยความวิตกกังวล
เฉกเช่นวัวและสุนัขเหล่านั้น พวกมันเป็นสัตว์ที่พอจะรู้ความ คล้ายกับจะหยั่งรู้ถึงจุดจบของตนเองได้ แววตาจึงปรากฏร่องรอยแห่งความโศกเศร้าอาดูร
เด็กหญิงแหงนหน้าพินิจดูศาลเจ้าหลังนี้
ศาลเจ้านี้หากเทียบกับศาลเจ้าหลังแรกของนางย่อมมีขนาดใหญ่กว่ามาก แต่หากเทียบกับอารามใหญ่ที่นางเคยพำนักในภายหลังก็นับว่าเล็กกว่าหนึ่งช่วงตัว ทว่าการตกแต่งกลับประณีตพิถีพิถัน เครื่องเซ่นและเครื่องประกอบพิธีก็ครบครันกว่านัก
ฉับพลันมีชาวบ้านสังเกตเห็นพวกเขา จึงเดินเข้ามาสอบถาม
เมื่อได้ยินเสียงเรียก ชาวบ้านคนอื่นๆ ต่างก็หันมามองซ่งโหยวพร้อมๆ กัน
แม่นางสามสีจึงเหลียวมองนักพรตหนุ่มตามไปด้วย
เห็นเพียงนักหนุ่มที่สีหน้าเรียบเฉยไม่เปลี่ยนสี เอ่ยปากขึ้นว่า
“ข้าเป็นนักพรตมาจากทางเหนือของขุนเขา ชาวบ้านในแถบนั้นก็เลื่อมใสในองค์เทพอันเล่อเช่นกัน เมื่อไม่นานมานี้องค์เทพได้มาเข้าฝัน บอกว่าต้องการคัดเลือกเด็กน้อยไปเป็นบุตรเทพและธ