ี่จะต้องวกกลับขึ้นไปทางเหนือ เข้าสู่เขตเทือกเขา
เมื่อเวลาผ่านไป หมู่บ้านและเมืองที่พเนจรผ่านก็เริ่มดูเจริญรุ่งเรืองมากขึ้น ผู้คนใช้ภาษาทางการกันหนาตา ส่วนภาษาถิ่นค่อยๆ เลือนหายไป
ซ่งโหยวจึงตระหนักได้ว่า…ใกล้จะถึงหยางโจวแล้วจริงๆ
ยามนี้ไม่ทราบแน่ชัดว่าเป็นขุนเขาแห่งใด ทราบเพียงว่าเชิงเขามีบ้านเรือนผู้คนตั้งเรียงรายอยู่ไม่น้อย อาคารเหล่านั้นแทรกตัวอยู่ท่ามกลางหุบเขา ส่วนใหญ่เป็นเรือนผนังสีขาวมุงด้วยหลังคากระเบื้องสีดำ ตั้งลดหลั่นกันอย่างมีระเบียบทอดตัวยาวเป็นแนวกว้าง เมื่อซ่งโหยวเดินมาถึงกึ่งกลางเขาและมองลงไปเห็นทัศนียภาพนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะหยุดพักชื่นชมอยู่นาน จนกระทั่งเดินมาถึงยอดเขา กลิ่นอายความหนาวเย็นก็เริ่มปกคลุมหนาแน่นขึ้น
นักพรตหนุ่มค้ำยันไม้เท้าไม้ไผ่ ก้าวเดินไปอย่างช้าๆ
ทันใดนั้นเอง ข้างทางพลันปรากฏพืชพรรณแปลกตาชนิดหนึ่ง
พืชชนิดนี้ลำต้นสูงชะลูดเหนือศีรษะมนุษย์ แต่ละต้นชูช่อตั้งตรง ลำต้นกว้างประมาณไม้เท้าไผ่ มองดูเผินๆ คล้ายคลึงกับต้นข้าวฟ่าง ทว่าใบและลำต้นล้วนเป็นสีเหลืองแห้งกรัง ออกผลเป็นฝัก ฝักที่อวบใหญ่ที่สุดนั้นหนากว่าท่อนแขนมนุษย์เสียอีก ห่อหุ้มด้วยกาบใบแห้งกร้าน ที่ปลายยอดมีเส้นไหมสีดำอมน้ำตาลประดับอยู่
พืชเหล่านี้งอกขึ้นเบียดเสียดกันจนบดบังทัศนียภาพไปเสียหมด
“คุณชาย…”
นกนางแอ่นเป็นฝ่ายสังเกตเห็นความผิดปกติก่อน เขาหันกลับมามองนักพรต ยามนี้ดวงตากลมโตสีดำขลับกลับส่องป