ระกายประหลาดออกมา
“ข้าเห็นแล้ว”
ซ่งโหยวเบนสายตาไปยังไร่นาข้างทาง ชั่วขณะนั้นเขาเองก็ไม่อาจละสายตาไปได้เช่นกัน
เขารู้อยู่ก่อนแล้วว่าเยี่ยนเซียนมุ่งหวังจะสะสมบุญบารมีสร้างกุศล เพื่อที่ตนจะได้บรรลุเป็นเทพ จึงสั่งให้ลูกหลานเดินทางข้ามสมุทร แล้วขนเอายอดเมล็ดพันธุ์กลับมาเพาะปลูก สร้างคุณูปการแก่ผู้คนใต้หล้า ทว่าในชาตินี้ นี่กลับเป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นไร่ข้าวโพดกับตาตนเอง
“ข้าวนางแอ่น…”
ใช่แล้ว… มันถูกเปลี่ยนชื่อใหม่
โดยใช้คำว่า ‘นางแอ่น’ เป็นชื่อ
ซ่งโหยวทำเช่นเดียวกับนกนางแอ่น เขาหันศีรษะไปจดจ้องอยู่เนิ่นนาน ทว่าฝีเท้ายังคงก้าวเดินต่อไปไม่หยุด
เจ้าม้าก็ยังคงเดินตามเขาไป เสียงกระดิ่งแว่วกังวานท่ามกลางไร่ข้าวโพดแห่งนี้
พลันปรากฏที่ว่างข้างทางจุดหนึ่ง
“…”
ซ่งโหยวหยุดฝีเท้าลง ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้ามองท้องฟ้า “ดูเหมือนจะเที่ยงแล้ว พวกเราพักผ่อนกันตรงนี้สักประเดี๋ยว ทำอาหารกินกันเถิด”
ย่อมไม่มีใครคัดค้าน
เจ้าแมวน้อยหยุดฝีเท้าลงตามเช่นกัน
เพียงแต่ในใจของนางกลับรู้สึกประหลาดนัก
ปกติแล้วหากนักพรตจะหยุดพักกินข้าวระหว่างทาง มักจะเลือกที่ที่ทัศนียภาพเปิดกว้างสวยงามเพื่อชมทิวทัศน์ หรือไม่ก็เลือกที่ที่กำบังลมฝนหรือร่มเงาหลบแดดดีๆ ลำพังเอาแต่นักพรตเดินเท้าไม่ยอมขี่ม้าก็นับว่าแปลกแล้ว ยังมิวายจะหยุดนอนกลางวันตามทางบ่อยครั้งอีก
ทว่าวันนี้ สองข้างทางกลับเต็มไปด้วยพืชชนิดนี้ มองไปทางไหนก็ไม่เ