งตอนนี้ แม่นางสามสีกลับสามารถหาเลี้ยงข้า เจ้าม้าและเยี่ยนอันได้ด้วยตัวคนเดียวแล้ว ทำให้ข้ารู้สึกประหลาดใจนัก”
“จริงหรือ”
“ข้าหรือจะชอบพูดจาโป้ปด” ซ่งโหยวกล่าวพลางเม้มปากแล้วแหงนหน้ามองขึ้นไปบนกิ่งไม้ “หากไม่เชื่อ เจ้าลองถามเยี่ยนอันดูก็ได้”
ขวับ!
เด็กหญิงตัวน้อยสะบัดหน้ากลับไปมองนกนางแอ่นทันที
นกนางแอ่นซึ่งเกาะอยู่บนกิ่งไม้เหนือศีรษะของซ่งโหยวกำลังเหม่อมองไร่ข้าวนางแอ่นอย่างเคลิบเคลิ้มใจลอยไปไกลเช่นเดียวกับซ่งโหยว ส่วนบทสนทนาเบื้องล่างนั้น ตลอดหลายปีมานี้ เจ้าได้ยินจนชินชาแล้ว ใกล้บรรลุขั้น ‘เข้าหูซ้ายทะลุหูขวา’ เต็มที แต่กลับนึกไม่ถึงเลยว่าวันหนึ่งตนจะถูกลากเข้าไปพัวพันด้วย
เมื่อได้ยินคำพูดของนักพรต เขาก็ชะงักงันไปชั่วครู่
ยิ่งได้สบตากับแม่นางสามสี ก็ยิ่งรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ทำตัวไม่ถูกขึ้นมาทันที
“เรื่องนั้น…ใช่…ใช่แล้วขอรับ…”
เจ้านกพูดจบก็รีบเบือนหน้าหนีไปทางอื่น
“!”
แม่นางสามสีพลันรู้สึกเหมือนได้รับคำยืนยัน ความภาคภูมิใจพลันเอ่อล้นขึ้นมาในทันใด
“เห็นหรือไม่ เยี่ยนอันก็พูดเช่นนี้” ซ่งโหยวกล่าวพลางส่ายหน้าแล้วหันไปมองเจ้าม้าข้างกาย “เสียดายที่เจ้าม้าพูดไม่ได้ มิเช่นนั้นมันก็คงคิดแบบนี้เหมือนกัน”
“แต่แม่นางสามสียังไม่เห็นจะตัวสูงขึ้นเท่าไหร่เลย…”
“เอ้อ…” ซ่งโหย่วลากเสียงยาว “กล่าวเช่นนี้ไม่ถูก! ข้าเคยได้ยินคำกล่าวว่า ขุนเขาไม่จำเป็นต้องสูงเสียดฟ้า ขอเพียงมีเซียนสถิตย่อมมีชื่อเสีย