ยที และไม่รู้ว่าหากถึงวันที่นางตาสว่างขึ้นมาจริงๆ ในใจของนางจะรู้สึกเช่นไร
ในพริบตานั้นเอง พลันมีเสียงฝีเท้าแว่วมาจากในป่าข้าวโพด
เด็กหญิงตัวน้อยและนกนางแอ่นหันขวับไปมองพร้อมกัน
ปรากฏร่างชาวนาชราผู้หนึ่ง เขาเหน็บเคียวไว้กับเอวและกำลังเดินทอดน่องมาตามถนนหลวงมุ่งหน้าขึ้นเขามา คงเป็นเพราะได้ยินเสียงคนพูดคุยกันทางนี้ เมื่อเห็นพืชผลขึ้นเขียวขจีหนาตา ชาวนาผู้นี้จึงมีฉายแววระแวดระวังออกมาเล็กน้อย
ครั้นเห็นม้าขนแดง ก็ยิ่งระแวดระวังเข้าไปใหญ่
ทว่าพอเห็นนักพรตและเด็กหญิงตัวน้อย เขาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
“คุณชาย เหตุใดจึงมาพักผ่อนที่นี่เล่า”
“ข้าเดินทางมาจนเหนื่อยล้า จึงหยุดพักทำอาหารทานสักมื้อ” ซ่งโหยวยืดกายขึ้นพลางประสานมือคารวะ “เสียมารยาทแล้ว”
เด็กหญิงตัวน้อยรีบลุกขึ้นคารวะตามทันที
“ฮ่าๆ…”
ชายชราเพียงแต่ฉีกยิ้มกว้าง ไม่รู้ว่าจะคารวะตอบอย่างไร แต่ก็ได้แสดงไมตรีจิตออกมาแล้ว ก่อนจะเอ่ยว่า “ข้าอยู่ที่บ้านเห็นควันไฟพุ่งขึ้นมาจากในไร่บนเขา นึกว่าใครมาลอบจุดไฟเผาไร่ข้าวนางแอ่นของข้าเสียแล้ว หรือไม่ก็คงมีคนที่ขึ้นเขามาสักการะเทพเจ้าในวันนี้เผลอทำไฟลามทุ่งข้าวนางแอ่นเข้า จึงต้องรีบมาดูเสียหน่อย”
“อ้อ…”
ซ่งโหยวเข้าใจในทันที จึงคารวะอีกครั้ง “เป็นพวกข้าเองที่หยุดพักทำอาหาร ทำให้ท่านผู้เฒ่าเข้าใจผิด จนต้องลำบากตรากตรำเดินมาถึงที่นี่”
ชายชรายังคงหัวเราะร่าพลางโบกไม้โบกมือไปมา
ซ่งโหยวถือโอกาสนี้