ันเกิดแสงสว่างวาบขึ้นทีละจุด ณ สุดขอบฟ้าและท้องทะเลไกลโพ้น
ณ สถานที่อันไกลแสนไกลไม่อาจมองเห็นด้วยตาเปล่า คล้ายมีม่านล่องหนผืนใหญ่ทอดตัวลงมาจากสรวงสวรรค์ และพุ่งทะยานขึ้นมาจากผิวน้ำ หมู่เกาะกลางทะเลล้วนถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกบ้าง บิดเบี้ยวเลือนหายไปบ้าง ราวกับกลายเป็นภาพลวงตาตา เพียงชั่วพริบตาเดียวพวกมันก็หายสาบสูญไปจากท้องทะเลอย่างไร้ร่องรอย
เรือพายลำน้อยค่อยๆ แล่นเข้าสู่มหาสมุทรอันไร้ขอบเขต และกลายเป็นจุดดำเล็กๆ ที่เลือนหายไป
ยามนี้ ท้องทะเลดูจะเย็นเยียบลงกว่าตอนที่เพิ่งมาถึงมากนัก
แม้จะยังเป็นวันฟ้าใส แสงแดดแผดเผา แต่ความร้อนที่ทะลุผ่านอาภรณ์เข้ามากลับเบาบางลงไปมาก
“ใกล้จะเข้าสู่ช่วงต้นฤดูใบไม้ร่วงแล้วสินะ…”
“ใกล้ฤดูใบไม้ร่วงแล้วหรือ”
เด็กหญิงที่พายเรืออยู่รีบจับประเด็นสำคัญได้ทันที มือยังคงจ้ำพายไม่หยุด แต่ดวงตาจ้องมองเขาเขม็ง
“ใช่แล้ว”
“ถ้าอย่างนั้นแม่นางสามสีก็จะโตขึ้นอีกหนึ่งปีแล้วสิ”
“ก็เป็นเช่นนั้นแหละ”
“นี่ผ่านไปกี่ปีแล้วนะ”
“รัชศกหมิงเต๋อปีที่เก้าแล้ว”
“ปีที่เก้าแล้วหรือ…”
แม่นางสามสีแหงนหน้ามองฟ้า พลางนับคำนวณในใจ
หากเริ่มนับตั้งแต่วันที่นางได้พบกับนักพรตและสามารถแปลงกายเป็นมนุษย์ได้ ก็นับเป็นเวลาแปดปีแล้ว
เหตุใด… ร่างกายถึงยังไม่สูงขึ้นเท่าใดนัก
แม่นางสามสีเริ่มรู้สึกกลัดกลุ้มใจอยู่บ้าง
ส่วนนักพรตหนุ่มก็หยิบเบ็ดตกปลาที่ผู้พิพากษาหลู่มอบให้ขึ้นมา เขาเลือกปลาน้อยตัวหนึ่งจาก