าหวั่นเกรงจากผู้คน ต่างจากยามปกติที่นางมักถูกขับไล่ แม้จะอยู่ในสถานะเทพแมวก็ตาม อีกทั้งบางครั้งไปช่วยชาวบ้านจับหนู ก็ยังถูกผู้คนปฏิบัติราวกับแมวจรจัด คอยไล่นางไปตลอด การได้สัมผัสความรู้สึกเช่นนี้จึงทำให้นางสำราญใจยิ่งนัก
“…”
ซ่งโหวไม่ได้สนใจนางอีก เขาหมุนกายเดินฝ่าพงหญ้าไปยังขอบผา
ที่แท้ภูเขาลูกนี้คือภูเขาไฟที่ดับสนิทแล้ว
มิน่าเล่า ฐานของภูเขาถึงได้เป็นวงกลม
ยามนี้เขาอยู่ตรงขอบปากปล่องภูเขาไฟ เมื่อมองลงไปเบื้องล่าง ใจกลางยอดเขามีหลุมลึกกว้างคล้ายครึ่งวงกลมซึ่งเคยเป็นธารหินหลอมในอดีต
ผนังหินตรงขอบหลุมถูกปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำ มีกอหญ้าแทรกตัวขึ้นตามซอกหิน ในฤดูกาลนี้มวลบุปผากำลังบานสะพรั่ง ลบเลือนภาพลักษณ์อันน่าหวาดกลัวของภูเขาไฟไปจนหมดสิ้น
ทว่า ณ จุดที่ลึกที่สุดใจกลางหลุมศิลา กลับมีกลุ่มหมอกหนาทึบรวมตัวกันอยู่ มองจากไกลๆ ช่างดูเหมือนกับสระน้ำสีขาวที่กำลังไหลวน
ซ่งโหยวสูดลมหายใจ
พลังวิญญาณที่นี่หนาแน่นนัก
เป็นพลังวิญญาณที่ลึกล้ำเหลือเกิน
“นักพรต…”
อุ้งเท้าแมวเหยียบยอดหญ้าจนเอนราบ ตามมาด้วยเสียงของเจ้าแมว “จะให้แม่นางสามสีแบกเจ้าลงไปหรือไม่”
“ไม่เป็นไร”
ซ่งโหยวกล่าวจบก็เริ่มเดินลงไป
ผนังด้านในของภูเขาไฟลาดชันนัก สำหรับคนปกติก็ถือว่าค่อนข้างสูงแล้ว แต่สำหรับคนแคระนั้น ย่อมสูงกว่าเดิมเป็นสิบเท่า
นักพรตหนุ่มเดินค้ำไม้เท้าไปถึงปากปล่องก็กระโดดลงไป
เขาทิ้งตัวลงไปตามผนังหิน ใช้พงหญ้าเป็นจุดผ่อ