แล้วไม่ใช่หรือ”
“นั่นสินะ…”
“รบกวนแม่นางสามสีด้วยเถิด”
“ให้ข้าคาบเจ้าไปไม่ดีกว่าหรือ”
“…”
“ก็ได้ เจ้าขึ้นมาเถอะ…”
เจ้าแมวเอี้ยวคอมาจ้องมองนักพรตหนุ่ม
ซ่งโหยวใช้มือข้างหนึ่งกำไม้เท้าไผ่ อีกข้างคว้าเส้นขนยาวสลวยบนตัวนางไว้ แล้วปีนขึ้นไปบนหลังแมว
ทว่านึกไม่ถึงว่าร่างกายของเจ้าแมวจะยวบยาบประหนึ่งก่อร่างขึ้นจากมวลน้ำ ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงพยุง ทันทีที่เขาปีนขึ้นไปบนหลัง หน้าท้องของนางก็ยวบลงแปะกับพื้นดิน
“…”
“เอ๊ะ! ข้าลุกไม่ขึ้น!”
“…”
“อ๊ะ! ข้าลุกได้แล้ว!”
แมวสามสียืดตัวขึ้นตรง ก่อนจะหันกลับมามองนักพรตที่อยู่บนหลังตนเอง ขณะเดียวกันก็รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก ตลอดหลายปีมานี้นางได้แต่เป็นแมวน้อยในอ้อมแขนนักพรต นึกไม่ถึงว่าจะมีวันที่นางต้องเป็นฝ่ายแบกนักพรตบ้าง!
“นักพรต เจ้าจับแน่นหรือยัง”
“จับแน่นแล้ว”
“แม่นางสามสีจะวิ่งแล้วนะ!”
“ได้”
เจ้าแมวว่าแล้วก็พุ่งตัวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว
เพียงชั่วพริบตาเดียว รอบกายก็เต็มไปด้วยเสียงหวีดหวิวของสายลม ขนทั่วร่างของนางก็ลู่ไปตามแรงลม นางพุ่งทะยานผ่านพงไพรอย่างรวดเร็วประดุจสายฟ้า หลบเลี่ยงใบหญ้า กระโดดข้ามโขดหินและร่องน้ำ ความคล่องแคล่วและว่องไวยิ่งนัก ส่วนนักพรตหนุ่มบนหลังแมวก็ได้แต่โน้มตัวลงต่ำ คอยยึดเกาะเส้นขนไว้มั่น สัมผัสได้ถึงความเร็วแรงทะลุม่านอากาศในยามนี้