นางสามสีหักตั้งแต่อยู่กลางอากาศแล้ว ยามนี้จึงเป็นเพียงการสะบัดเลือดให้เปรอะไปทั่วพื้นทรายเท่านั้น
“…”
แม่นางสามสีคลายปากออก รอบปากเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด นางหันไปมองนักพรต เห็นเพียงเขายังคงสงบนิ่ง ไม่ได้หันกลับมามองแม้แต่น้อย ยังคงก้าวเดินต่อไปข้างหน้า ขาสั้นๆ สองข้างนั้นแม้จะก้าวช้า ทว่าก็เดินทิ้งระยะห่างออกไปได้ช่วงหนึ่งแล้ว
“อืม…”
ช่างน่าสนใจจริงๆ
แม่นางสามสีเลียรอบปากหนึ่งรอบ แล้วเงยหน้ามองนกนางแอ่นบนฟ้าแวบหนึ่ง ก่อนจะยอมละทิ้งซากนกนางนวลอย่างอาลัยอาวรณ์ แล้ววิ่งเหยาะๆ ตามไป
“นักพรต เจ้าตัวหดลงแบบนี้ เจ้านกพวกนั้นเลยจ้องจะกินเจ้าน่ะ”
“แล้วจะทำอย่างไรดีเล่า”
“แม่นางสามสีจะปกป้องเจ้าเอง!”
“เช่นนั้นก็ต้องขอบใจแม่นางสามสีแล้ว”
“ไม่เป็นไร!”
เจ้าแมวเดินตามเขาไป
ครานี้นางไม่ได้เดินตามไปเรื่อยแล้ว แต่แทบจะเดินเบียดกับร่างของนักพรตเลยทีเดียว
“ในอาณาจักรคนแคระมีนกดุร้ายเพียงไม่กี่ตัวหรอก รวมๆ แล้วมีเพียงสิบกว่าตัว ส่วนใหญ่ก็มากับลมพายุทั้งนั้น แม้จะเป็นภัยต่ออาณาจักรคนแคระบ้างแต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงนัก ปกติหากผู้คนไม่ออกมาที่หาดทราย พวกมันก็จะไม่บินเข้าไปในป่า หากผู้คนจะออกมาเก็บอาหารทะเล ก็มักจะมีกองทหารคอยคุ้มกัน” สุนัขขาวไม่ได้กังวลว่านกทะเลจะเป็นอันตรายต่อซ่งโหยวแต่อย่างใด เพราะขนาดของนกตัวนี้เมื่อเทียบกับซ่งโหยวแล้ว ยังต่างกันน้อยกว่าขนาดของจ้าวสมุทรกับยักษ์แรดขาวเมื่อวานเสียอีก “จะว่