าอีกสักนิด ลอบกลับไปสืบข่าวที่ต้าเยี่ยน หากวิมานสวรรค์เกิดการเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวง เมื่อนั้นพวกท่านก็กลับไปได้แล้ว” ซ่งโหยวเอ่ยอย่างเนิบนาบ ไม่ได้บีบคั้นเอาคำตอบ เมื่อกล่าวจบเขาก็เริ่มพายเรือออกไป
เรือลำน้อยหันหัวเรือสู่กลางท้องทะเล ค่อยๆ ห่างออกไปทุกที
ทิ้งให้สองจอมมารยืนจ้องมองหน้ากันอยู่เหนือเกลียวคลื่น
ท้องทะเลกลับคืนสู่ความสงบราบเรียบ ท้องฟ้าสีครามปุยเมฆสีขาวนวล เรือเล็กพายห่างออกไปจนเหลือเพียงจุดเล็กจ้อย สายรุ้งเบื้องหลังพลันเลือนหายไป
แม่นางสามสียังคงเบิกตากว้าง
ส่วนสุนัขขาวยืนอยู่กลางท้องเรือด้วยท่าทางตื่นเต้นยิ่งนัก
“ข้าก็เแค่พอมีวิชาอาคมติดตัวอยู่บ้างเท่านั้น” ซ่งโหยวยังคงมีท่าทีสงบนิ่ง “ได้ร่วมทางกับท่านก็นับเป็นความโชคดีของข้าเช่นกัน”
“น่าเสียดายที่อาณาจักรคนแคระอยู่ใกล้เพียงเท่านี้ ไม่อาจร่วมทางกับท่านได้ไกลกว่านี้อีกแล้ว ข้าเดาว่าโลกกว้างที่ท่านเคยพานพบมา คงยิ่งใหญ่ไพศาลกว่าที่ข้าเคยเห็นนัก” สุนัขขาวส่ายหน้าพลางกล่าว หลังจากได้เห็นจ้าวสมุทรและจอมมารที่ประมือกับมันอย่างสูสี แต่กลับมีท่าทีนอบน้อมต่อพรตหนุ่มผู้นี้ ทั้งยังเห็นเขาสยบจ้าวสมุทรจนต้องถอยร่นไป ทว่าสิ่งที่เขาสนใจกลับไม่ใช่อาคมแก่กล้า แต่เป็นโลกอันกว้างใหญ่ที่นักพรตผู้นี้เคยพเนจรผ่านมา
“บนบกก็แค่มีขุนเขาและลำน้ำมากกว่าในทะเล หากกล่าวถึงความกว้างใหญ่และวิจิตรตระการตา แท้จริงแล้วยากจะตัดสินว่าที่ใดเหนือกว่ากัน เป็นเ