ทั้งยังมีจิตใจแจ่มใส จึงสามารถเข้าออกได้ตามใจปรารถนา”
“ท่านชมข้าเกินไปแล้ว แต่ท่านไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ อาณาจักรคนแคระนั้นแสนจะมหัศจรรย์ หลายปีมานี้หากมีปีศาจหรือสัตว์ร้ายหลุดเข้าไปที่นั่นย่อมต้องเกิดมหันตภัยเป็นแน่ แต่ที่ผ่านมากลับไม่เคยเกิดเรื่องเช่นนั้นเลย”
“นั่นก็นับว่าอัศจรรย์ยิ่ง…”
ซ่งโหยวเริ่มรู้สึกสนใจที่แห่งนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ
หมอกนี้ช่างพิลึก หนาเสียจนแยกทิศทางไม่ออก
ทว่าสุนัขขาวก็ยังคอยชี้ทางให้พวกเขา
เมื่อตรงไปอีก ก็พบเกาะร้างนับไม่ถ้วน
เกาะเหล่านี้มีทั้งใหญ่และเล็ก บ้างเป็นหินสีดำขลับ บ้างเป็นดินสีเหลืองไหม้ ล้วนแห้งแล้งไร้พืชพันธุ์ ช่องน้ำระหว่างเกาะกว้างขวางประหนึ่งแม่น้ำสายใหญ่ แต่บางแห่งก็แคบราวกับลำธาร ซ่งโหยวยังคงบังคับเรือลัดเลาะไปตามคำชี้นำของสุนัขขาวท่ามกลางหมู่เกาะร้างเหล่านี้
หมอกหนาบดบังจนไม่เห็นตะวัน ทว่าเมื่อแสงสว่างรอบกายค่อยๆ หม่นลง ก็ล่วงรู้ได้ว่าใกล้ยามโพล้เพล้แล้ว
“ถึงตรงนี้ก็นับว่ามาได้ครึ่งทางแล้ว เห็นทีฟ้าคงใกล้มืดแล้ว ท่านหยุดเรือไว้ที่นี่ก่อนเถิด ตามที่เราตกลงกันไว้ ข้าจะขอไปสอบถามความเห็นจากคนใหญ่คนโตในอาณาจักรคนแคระก่อน” สุนัขขาวไม่ได้ปรับเปลี่ยนหลักการของตนเพียงเพราะได้เห็นอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ของซ่งโหยว “แต่ข้าพอจะมองออกว่าท่านเซียนเป็นคนเช่นไร ข้าขอรับรองว่าจะใช้ความสามารถทั้งหมดที่มีช่วยเจรจาโน้มน้าวให้ท่าน”
“แล้วท่านจะข้ามไปได้อย่างไร”
“ว่าย