นว่าตนไม่ใช่เพียงภาพมายา
“ตระการตายิ่งนัก…”
ซ่งโหยวอดไม่ได้ที่จะทอดสายตามองภาพเหตุการณ์นั้น
คลื่นลมหนุนส่งเรือลำเภอให้ขยับเข้าใกล้เรือลำน้อยเข้ามาทุกที
ภายใต้แสงอสนีที่วูบไหว ซ่งโหยวมองเห็นเงาร่างของผู้คนที่วุ่นวายและแตกตื่นบนเรือไม้ลำนั้น ทุกคนต่างเร่งรีบจัดการสถานการณ์ฉุกเฉินท่ามกลางพายุ ในขณะเดียวกันก็อดไม่ได้ที่จะอาศัยแสงฟ้าแลบจ้องมองไปยังทิศทางนั้น ผู้ที่เพิ่งเคยเห็นมันเป็นครั้งแรกต่างยืนตะลึงพรึงเพริดกับที่ หรือไม่ก็ชี้มือไปทางนั้นพลางแผดเสียงตะโกนลั่น
“มังกร! มีมังกร!”
“จ้าวสมุทรปรากฏกายแล้ว!”
เสียงร้องตะโกนเหล่านั้นแหบแห้งแทบขาดใจ แม้เสียงพายุฝนจะอื้ออึงเพียงใด ก็ไม่อาจกลบเสียงเหล่านั้นลงได้
เปรี้ยง!
สายฟ้าพุ่งทะลวงฟ้าดินอีกครา ครั้งนี้มันฟาดลงมาใกล้กับเรือทั้งสองลำมาก แสงอัสนีสะท้อนลงบนผิวน้ำอย่างชัดเจน ปรากฏเป็นภาพขุนเขาสูงตระหง่านอยู่ไกลๆ
ทว่าเมื่อพินิจดูให้ดีจึงพบว่า นั่นไม่ใช่ขุนเขา แต่เป็นคลื่นยักษ์ที่สูงราวกับกำแพงภูเขา ที่กำลังโถมทะยานเข้าหาพวกเขา
ผู้คนบนเรือใหญ่ต่างพากันยืนตะลึงงัน
ชั่วขณะนั้นเสียงอึกทึกบนเรือกลับเงียบสงัดลง
“นักพรต”
“แม่นางสามสี”
“หือ”
“ขอยืมดาบสะบั้นวารีของแม่นางสามสีหน่อย”
“ได้เลย!”
ท่ามกลางราตรีที่มืดมิด มีเพียงแสงจากสายฟ้าเท่านั้นที่ให้ความสว่าง แม้บนเรือสำเภาจะมีคนมากมาย แต่กลับไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นเรือลำน้อยที่อยู่ด้านหลัง ในระหว่างที่ทุกคนกำ