ลังเร่งจัดการกับวิกฤตอย่างบ้าคลั่ง สายตาของพวกเขาลุ่มหลงอยู่แต่กับสิ่งมหึมาที่กำลังขยับกายอยู่ท่ามกลางฟ้าดินและบงการสายฝน จนถึงขั้นละเลยคลื่นยักษ์ที่ไล่หลังมา
กว่าจะสังเกตเห็นกำแพงน้ำนั้น มันก็รุกคืบเข้ามาใกล้จนถึงเบื้องหน้าแล้ว
คลื่นนี้ใหญ่ยักษ์ดุจขุนเขา มืดมิดชวนข่มขวัญ ทุกครั้งที่สายฟ้าสาดส่องจะเห็นมันขยับเข้าใกล้และขยายใหญ่ขึ้นพ่วงด้วยแรงกดดันมหาศาล เมื่ออยู่ต่อหน้ามันเรือสำเภาจึงดูเล็กจ้อยเพียงนิดเดียว
“เร็ว! เข้าไปหลบในเรือ!”
“จบสิ้นแล้ว…”
“จ้าวสมุทร โปรดไว้ชีวิตข้าด้วย!”
“จ้าวสมุทรโปรดแสดงปาฏิหาริย์ด้วยเถิด…”
ทว่าในชั่วสิริอายุแห่งความเป็นความตายนั้นเอง กลับปรากฏประกายแสงสีเงินสายหนึ่งพุ่งทะยานออกมา กรีดฝ่าม่านราตรี และฟาดฟันฝ่าม่านลมฝนที่คะนองอยู่เต็มพิกัดฟ้า
แสงนี้ดูคล้ายแสงอสนีบาตแต่ก็ไม่ใช่ หากจะว่าเหมือนสายฟ้าก็ยิ่งไม่ใช่ใหญ่ กลับดูคล้ายประกายดาบตามคำของนักเล่านิทานเสียมากกว่า มันพุ่งทะยานมาจากทางด้านหลังของเรือสำเภา เข้าฟาดฟันใส่คลื่นยักษ์ จากใกล้ไปไกล จากเล็กขยายใหญ่ เพียงชั่วพริบตาเดียวก็วาววับแล้วเลือนหายไปท่ามกลางราตรีพิรุณโปรายกลางท้องทะเล
ซ่า!
น้ำฝนที่ท่วมขังอยู่บนกระดานเรือยังไม่ทันไหลออกไป ก็ถูกคมดาบนั้นแหวกแยกออกเป็นสองทางในทันที
ประกายแสงนี้พุ่งผ่านเรือใบไปอย่างชัดเจน ทว่ากลับไม่ได้ส่งผลกระทบใดๆ ต่อตัวลำเรือแม้แต่น้อย ดูเหมือนมันจะส่งผลเพียงแค่น้ำบนกระดานเรือ