“ได้จริงหรือ”
“ได้อยู่แล้ว”
“จะไม่ลำบากแม่นางสามสีเกินไปหรือ”
“ไม่ลำบากข้าหรอก!”
“เช่นนั้นคงต้องขอบใจแม่นางสามสียิ่งนัก…”
“ไม่เป็นไร!”
ซ่งโหยวส่ายศีรษะไปมาพลางทอดถอนใจอย่างจนใจ เขาหยิบชามขึ้นมาเป่าไล่ความร้อนก่อนจะซดโจ๊กคำใหญ่
ท่ามกลางรัตติกาลอันหนาวเหน็บบนยอดเขาเช่นนี้ การได้จิบโจ๊กอุ่นๆ โดยที่ไม่ต้องลงมือปรุงเองสักขั้นตอน ช่างทำให้รู้สึกสุขสำราญใจเหลือเกิน
เมื่อเขากินใกล้หมดแล้ว แม่นางสามสีก็เตรียมจะเติมให้เขาอีก
ทว่าความสุขสำราญนั้นกลับต้องหยุดชะงักลงเพียงเท่านี้
แม่นางสามสีใช้หม้อคนละใบในการหุงหาอาหารให้เขาและตัวนางเอง แต่ซ่งโหยวกลับเห็นว่านางใช้ทัพพีคันเดียวกันนั้นตักโจ๊กให้เขา แล้วก็นำไปตักน้ำแกงให้ตนเอง และยามนี้นางกำลังใช้ทัพพีที่จุ่มอยู่ในน้ำแกงนั่นตักข้าวให้เขาอีกครั้ง
“แม่นางสามสี…”
“มีอะไรหรือ” เด็กหญิงตัวน้อยหันมามองเขาด้วยความฉงน
“…”
ซ่งโหยวได้แต่เงียบไม่พูดไม่จา
พลันนึกขึ้นได้ว่า ตลอดช่วงหนึ่งปีที่ต้องพำนักอยู่ที่เขาเยี่ยซานแห่งเคว้นเฟิงโจว แม่นางสามสีก็มักจะลงมือทำอาหารมาเผื่อเขาเช่นนี้เสมอ…
หรือว่า… นี่จะเป็นการตอบแทนในแบบของนางกันนะ
หมู่เมฆาปกคลุมท้องฟ้ายามวิกาล ดวงดาราล้วนแล้วแต่จะเร้นกาย
ขุนนางหนุ่มรักษาคำมั่นสัญญาอย่างเคร่งครัด เขาเก็บงำความลับและจดจำคำของนักพรตไว้ เพื่อที่ตนจะมีสติรับรู้ตลอดค่ำคืนนี้
ทว่าเขาไม่อาจมั่นใจได้เลยว่าหากตนเผลอหลับไปแล้วจะตื่นขึ้นมาท