กินโจ๊กหมดแล้ว ก็ตักแกงเห็ดที่นางตุ๋นเองให้เขาอีกชาม รสชาตินั้นหอมหวานไม่แพ้กันเลย
เขาหาอะไรทำต่อไปเรื่อยจนใกล้ถึงเวลาฟ้าสาง
ใกล้ช่วงเวลาตื่นนอนเต็มที และยังเป็นช่วงเวลาที่มักจะฝันอีกด้วย
เป็นยามที่มนุษย์หลับลึกที่สุด ซึ่งเป็นยามที่ผู้อดหลับอดนอนทั้งหลายถูกความง่วงโจมตีอย่างหนัก
นักพเนจรหลายคนเฝ้ารอเทพเซียนมาทั้งคืน แต่กลับไร้วี่แววใดๆ พวกเขาต่างผิดหวังและอ่อนเพลีย สุดท้ายก็ทยอยหลับใหลไป ผู้ที่ยังยืนหยัดอยู่ได้เริ่มบางตาลงเรื่อยๆ
ขุนนางหนุ่มยังคงกัดฟันประคองสติ
เริ่มปรากฏแสงสีขาวรำไรที่ริมขอบฟ้า จันทราดวงเด่นยังคงแขวนอยู่กลางเวหา ทว่าถูกหมู่เมฆบดบังรูปโฉม เห็นเพียงแสงสลัวที่ลอดผ่านม่านเมฆออกมา ราวกับแสงที่ลอดผ่านโคมแก้วหลากสี
ทันใดนั้นกลับมีสายลมเย็นพัดผ่านมา
ฟิ้ว…
ขุนนางหนุ่มรู้สึกง่วงนอนขึ้นมาทันที
ขณะเดียวกันบรรดาผู้คนที่นอนอยู่บนพื้นซึ่งก่อนหน้านี้ยังลืมตาตื่นอยู่ต่างก็พลันสลบไสลไปในทันใด เสียงกระซิบกระซาบบ่นเรื่องการรอคอยอันแสนเปล่าประโยชน์ก็เงียบเสียงลงไปเสียดื้อๆ เหลือเพียงขุนนางหนุ่มแซ่เหวยที่พยายามกัดฟันครองสติ
“ไม่สิ!”
ขุนนางหนุ่มส่ายศีรษะไปมาอย่างอย่างแรง เขาสัมผัสได้ถึงความผิดปกติและนึกถึงคำกล่าวของนักพรตขึ้นมาในทันใด
“ยามที่เทพเซียนโบยบินขึ้นสู่สวรรค์ ปุถุชนเดินดินมักจะหลับใหลไปเสียก่อน…”
“น้ำค้างเหนือยอดหญ้า…”
เขาใกล้จะฝืนต่อไปไม่ไหวแล้ว แทบจะล้มคะมำลงไปทั้งอย่างนั้น