ขาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าแล้วชวนคุยต่อว่า “จริงด้วย วันนี้คุณชายบอกว่าเป็นพื้นเพเดิมชาวอี้โจว ไม่ทราบว่าท่านเพิ่งเดินทางมาจากที่ใดหรือ”
“ข้ามาจากเฟิงโจว”
“คุณชายก็มาจากเฟิงโจวหรือ”
“ใช่แล้ว” ซ่งโหยวยิ้มบางๆ พลางตอบอย่างใจเย็น “แต่พวกข้าไม่ใช่เทพเซียนที่สิ้นอายุขัยจากภัยพิบัติแห่งเฟิงโจวแล้วกำลังจะไปรับตำแหน่งบนสวรรค์หรอกนะ”
“ฮ่าๆๆ…”
ขุนนางหนุ่มอดหัวเราะไม่ได้ ก่อนจะถามต่อว่า “ข้าเพียงอยากถามว่า ท่านได้ไปเยือนตอนใต้ของเฟิงโจวมาหรือยัง”
“ข้าไปมาแล้ว”
“โอ้” ขุนนางหนุ่มเริ่มมีท่าทีตื่นเต้น “ที่นั่นเป็นอย่างไรบ้าง”
“ท่านหมายถึงเรื่องใดหรือ…”
“ก็ต้องหมายถึงทัศนียภาพน่ะสิ ถ้ามีเรื่องแปลกประหลาดอัศจรรย์ก็ยิ่งดี ข้าน่ะหลงใหลในความลี้ลับของขุนเขาและสายน้ำนัก ก่อนหน้านี้ตอนออกพเนจรไปถึงชายฝั่งแคว้นล่างโจว เคยได้ยินว่าทางใต้ของเฟิงโจวเกิดเหตุพสุธากัมปนาท จนลำน้ำอิ่นเจียงไหลย้อนกลับสู่ทางน้ำเดิม ช่วงเวลานั้นทางใต้ของเฟิงโจวเต็มไปด้วยเสียงโหยหวนของภูตผีและสายฟ้าฟาดท่ามกลางวันแดดจัด ตอนนั้นข้าก็อยากจะไปเห็นกับตา ทว่าบ้างก็ว่าที่นั่นมีแต่ป่าเขารกชัฏทุรกันดาร ไร้ความวิจิตรงดงาม หากข่าวลือเป็นเท็จก็คงเสียเที่ยว แต่หากเป็นจริงก็เกรงว่าจะเป็นฝีมือของเหล่าปีศาจ จึงไม่กล้าไปเยือน”
กล่าวจบเขาก็จ้องมองซ่งโหยว “ในเมื่อคุณชายเดินทางมาจากที่นั่น เช่นนั้นแล้วข้าจึงอยากถามถึงสถานการณ์ที่นั่น”
“ตลอดหนึ่งปีมานี้ ข