หนาวในคืนนี้
ยามนี้จึงเหลือเพียงม้าขนแดงและเจ้านกนางแอ่นที่อยู่เป็นเพื่อนซ่งโหยว
เหล่านักพเนจรที่ขึ้นเขามาในวันนี้ต่างเริ่มแยกย้ายไปตามทางของตน บ้างชมทัศนียภาพเขาจุนเจ่อจนอิ่มเอมใจแล้วก็รีบลงเขาไปก่อนฟ้ามืด บ้างเสาะหาที่กำบังลมเตรียมค้างแรมบนเขา หยิบเอาผ้าห่มผืนหนาออกมาห่อหุ้มกาย บ้างก็รวมกลุ่มกับมิตรสหายผู้มีปณิธานเดียวกันจุดคบไฟร่ำสุรา ร่ายบทกวีและชนแก้วกันอย่างครื้นเครง ตั้งใจจะใช้เวลาทั้งคืนไปกับการสังสรรค์
นักพรตหนุ่มกวาดสายตามองคนเหล่านั้นเพียงครู่หนึ่งก่อนจะเบนสายตากลับมา
ความสง่างามและกลไกอันเร้นลับแห่งเขาจุนเจ่อล้วนสถิตอยู่ในใจเขาเรียบร้อยแล้ว
มินานนัก ขุนนางหนุ่มแซ่เหวยก็เดินกลับมาหาซ่งโหยวอีกครั้ง เขาประสานมือคารวะพลางเอ่ยขึ้น
“วันนี้ต้องขอบคุณคุณชายที่ช่วยปัดเป่าหมอกควันในใจข้า ข้ารู้สึกสบายใจและเป็นอิสระขึ้นมาก เมื่อครู่เห็นท่านกำลังเข้าฌานบำเพ็ญตนจึงไม่กล้ารบกวน ยามนี้เห็นท่านว่างแล้ว จึงอยากมาเชิญคุณชายไปร่วมวงด้วย มีเหล่าขุนนางและบัณฑิตจากทั่วสารทิศมารวมตัวกัน ร่ำสุราทานเนื้อร้อนๆ ผิงไฟคลายหนาว พวกเขาหาที่กำบังลมได้ไม่เลวเลย…”
“ขอบใจในความปรารถนาดีของท่าน เพียงแต่ข้าเองก็มีอุปกรณ์ไว้รับมือกับลมหนาวแล้ว น้ำและอาหารไม่มิได้ขาดแคลน ไม่รบกวนพวกท่านจะดีกว่า”
“ข้าสิควรเป็นฝ่ายขอบคุณท่าน”
เมื่อเห็นเขาปฏิเสธอย่างนุ่มนวล ขุนนางหนุ่มก็มิได้เซ้าซี้ แต่ก็ยังไม่ได้จากไปในทันที เ