ใช่แล้ว”
“แล้วเมื่อครู่เจ้าเห็น… เมฆบนฟ้า… วิ่ง… วิ่งเร็วมาก… หรือไม่”
“ไม่เห็นนะ”
“เจ้าไม่ได้มองไปทางนั้นตลอดหรอกหรือ”
“ข้ามองอยู่ตลอด”
“แล้วเจ้าเห็นสิ่งใด”
“เห็นสิ่งที่ข้าอยากเห็น”
“แล้วเจ้าเห็นอะไรกันแน่”
“พลังวิญญาณอันลี้ลับและประตูสู่สรวงสวรรค์” ซ่งโหยวกระซิบบอกนางเบาๆ ก่อนจะแย้มยิ้มละไม “ดูท่าว่าแม่นางสามสีจะได้เห็นสิ่งที่น่าสนใจเข้าเสียแล้ว”
“แม่นางสามสีเห็น…”
เด็กหญิงตัวน้อยหันมามองเขาอย่างลุกลี้ลุกลน นางพยายามโบกไม้โบกมือเล่าเรื่องราวอย่างขะมักเขม้น พยายามเค้นคำพูดออกมาอย่างตะกุกตะกักเพื่อถ่ายทอดภาพที่ได้เห็นให้เขาฟัง
เมื่อเล่าจบ นางก็ยังคงจ้องมองนักพรตด้วยความไม่มั่นใจ “เจ้าเข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจแล้ว”
“จริงๆ หรือ”
“แน่นอน” นักพรตหนุ่มยิ้มให้นาง “เมื่อใดที่จิตวิญญาณเชื่อมต่อกับฟ้าดิน ก็มักจะลืมเลือนวันเวลาไปด้วย แม่นางสามสีมีไหวพริบและสติปัญญาหลักแหลม จึงเข้าสู่สภาวะหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติได้โดยไม่รู้ตัว”
“แม่นางสามสีนึกขึ้นได้ว่าฟ้าใกล้จะมืดแล้ว แต่ยังมิได้ไปเก็บฟืนมาให้นักพรตเลยสะดุ้งตื่นขึ้นมา”
“เช่นนั้นก็นับว่าตื่นมาได้จังหวะพอดี
“อื้อ…”
เด็กหญิงตัวน้อยจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่งด้วยแววตาประดุจยามที่นางยังเป็นแมวสามสี จากนั้นก็นิ่งไปสักพักแล้วจึงลุกขึ้นยืนอย่างไม่มั่นคงนัก ก่อนจะเดินเตาะแตะมุ่งหน้าไปยังภูเขาใหญ่เบื้องหลังเพื่อหาเก็บเศษฟืนสำหรับทำอาหารและประทังความ