ก
ซ่งโหยวยิ้มบางๆ แล้วก้าวเดินต่อไป
ข้ามผ่านขุนเขาชั้นแล้วชั้นเล่า จนล่วงเข้าสู่ช่วงบ่าย ครั้นได้ยินเสียงอุทานด้วยความตื่นตาตื่นใจของนักพเนจรเบื้องหน้าและได้ก้าวพ้นเนินเขามาถึงจุดชมทิวทัศน์ ภาพของเขาจุนเจ่อก็ปรากฏชัดแก่สายตา
วันนี้อากาศเป็นใจนัก จึงมองเห็นถึงยอดเขาจุนเจ่อ
แท้จริงแล้ว เขาจุนเจ่อคือเนินหินที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขาอีกที มีความสูงหลายสิบจั้ง รูปร่างคล้ายชายชรากำลังยืนอยู่ ลวดลายบนหินผาดูประหนึ่งเส้นผมและหนวดเคราที่เหมือนจริงยิ่งนัก รูปทรงก็คล้ายคนกำลังประสานมือ แม้ความเหมือนนี้จะเกิดจากรูปลักษณ์ส่วนหนึ่งและจินตนาการอีกส่วนหนึ่ง ทว่าก็นับว่ามหัศจรรย์ยิ่งนัก
ยามนี้บนยอดเขามีหมู่เมฆลอยล่อง ถูกลมพัดพาให้เคลื่อนคล้อย คล้ายกับผืนผ้าโปร่งบางคลุมไหล่รูปสลักอันเป็นผลงานของธรรมชาติ แต่ถึงกระนั้นก็ไม่อาจบดบังความยิ่งใหญ่นั้นได้เลย
“โอ้…”
เสียงอุทานดังขึ้นจากข้างกายซ่งโหยว
“บนภูเขามีเนินหิน รูปร่างประดุจผู้ทรงธรรม ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือทวยเทพหรือเป็นความอัศจรรย์ของธรรมชาติกันแน่ ช่างประหลาดเหลือเกิน ประหลาดยิ่งนัก” ขุนนางหนุ่มเอ่ยคำว่าประหลาดซ้ำหลายครั้ง ก่อนจะกล่าวต่อ “หากบอกว่าบรรดาเทพเซียนขึ้นไปรายงานตัวบนวิมานสวรรค์จากตรงนี้ ข้าพร้อมเชื่อหมดใจเลย”
กล่าวจบเขาก็หันมองคนข้างกาย
เห็นเพียงนักพรตหนุ่มยืนสงบนิ่ง ไม่เอ่ยสิ่งใดเพียงใช้ไม้เท้าพยุงกายเหม่อมองไปยังภูเขาหินเบื้องไกล ส่วนศิษย