ด้ยินเช่นนั้นขุนนางหนุ่มก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย
ครั้นเขาหันกลับมา ก็เห็นนักพรตหนุ่มกำลังมองมาที่เขาด้วยแววตาเป็นประกาย ประหนึ่งเห็นเหตุการณ์ตรงหน้าเป็นเรื่องสนุกสนานยิ่ง
“คุณชาย เหตุใดจึงจ้องมองข้าเช่นนั้นเล่า”
“ข้าเพียงรู้สึกว่าท่านเป็นคนน่าสนใจนัก”
“น่าสนใจอย่างไรหรือ”
“ท่านกล่าวว่าปรารถนาจะร่วมทางกับเทพเซียนเพราะเลื่อมใสในคุณธรรมยามเขามีชีวิต ทว่ายามท่านเสาะแสวงหาเทพเซียน ท่านกลับใส่ใจเพียงว่าเขาเป็นเทพเซียนหรือไม่ หาได้สนใจคุณธรรมและจรรยามารยาทที่สะท้อนออกมาจากวาจาของเขาเลย… เกรงว่าเมื่อร้อยปีก่อน ท่านหลี่ผู้นั้นคงไม่ได้บังเอิญพบเทพเซียนด้วยวิธีเดียวกับท่านหรอกกระมัง”
ขุนนางหนุ่มได้ยินดังนั้นถึงกับอึ้งไป
เขาหยุดคิดใคร่ครวญครู่หนึ่ง ก่อนจะเบิกตาโพล่งคล้ายตระหนักรู้ จึงประสานมือคารวะซ่งโหยวด้วยความนับถือ “คำกล่าวของคุณชายทำให้ข้าตาสว่างเสียที ช่างน่าละอายนัก น่าละอายจริงๆ…”
“ข้าแค่พูดลอยๆ เท่านั้น ท่านอย่าได้ถือสาเลย”
“มิได้ มิได้ ต้องขอบคุณคุณชายที่ช่วยชี้แนะให้ข้าได้สติ”
“ทั้งที่คำพูดของข้าแฝงแววล่วงเกินท่านแท้ๆ แต่ท่านกลับดูไม่ขุ่นเคืองเลย ใจคอกว้างขวางหนักแน่น ทั้งยังรู้จักสำรวจตนเองและกลับตัวได้รวดเร็ว นับว่าหาได้ยากยิ่งนัก ข้าเองยังเทียบท่านไม่ได้เลย” ซ่งโหยวประสานมือกลับ
“ฮ่าๆๆ ท่านชมเกินไปแล้ว ข้าก็รู้จักละอายใจนะ…”
ขุนนางหนุ่มผู้นี้มีอุปนิสัยเปิดเผยร่าเริงนั