ระสาอะไรกับผลบุญจากที่อื่นๆ อีกเล่า”
“อาตมาไม่อาจรับตำแหน่งนี้ได้”
“ผิดแล้ว” ซ่งโหยวส่ายหัวไปมา “วันนี้ท่านยินดีที่จะอยู่ที่นี่เพื่อคลายทุกข์โศกให้เหล่าวิญญาณ ระงับความแค้นเคือง และชักชวนผีร้ายให้กลับมาทำดี นับจากนี้ท่านเต็มใจที่จะละทิ้งทิวทัศน์บนโลกปุถุชน และอยู่แต่ในเมืองผีที่ไร้แสงตะวันแสงจันทร์แห่งนี้ ท่านก็คือพระพุทธของเหล่าวิญญาณ ณ ที่แห่งนี้แล้ว”
“นั่นไม่ใช่เป้าหมายของอาตมา”
“ข้ารอท่านอาจารย์มานานแล้ว” ซ่งโหยวกล่าวอย่างจริงใจเช่นเดียวกับที่กล่าวกับองค์เทพเย่ว์หวัง “ไม่ว่าจะเป็นการให้วิมานสวรรค์ตัดสินหรือจะให้พระโพธิสัตว์ตัดสินใจ ข้าก็ไม่วางใจและจะไม่มีทางยอมรับ หากท่านไม่เต็มใจ ท่านก็สามารถเดินชมเมืองผีได้อย่างอิสระ ทว่าตำแหน่งนั้นก็จะว่างไว้เช่นนั้น หากท่านยินยอม ข้าย่อมเป็นผู้จัดการเรื่องวิมานสวรรค์กับฝ่ายพุทธเอง นับจากนี้ไปมีท่านคอยประจำอยู่ในเมืองผี จะมีตำแหน่งอย่างไร ย่อมสุดแล้วแต่ตาชั่งในดวงใจของวิญญาณในนรกและปุถุชนคนธรรมดา”
พระภิกษุพนมมือพร้อมกับหลับตานั่งนิ่งไป
แสงจันทร์สาดส่องลงมา เสียงเพลงพิณก็แว่วมาแต่ไกล
ใบหน้าของพระภิกษุดูชราลงมากเมื่อเทียบกับเมื่อหลายปีก่อน
หลังจากผ่านไปนาน พระภิกษุจึงลืมตาขึ้น
“อมิตาพุทธ…”
พระภิกษุลืมตาขึ้นแล้วถามเขาต่อ “เหล่าทวยเทพจะยอมตกลงกับท่านนักพรตง่ายๆ หรือ”
“นั่นเป็นเรื่องของข้า” ซ่งโหยวตอบ “ท่านและข้าต่างก็มีสิ่งที่ตนเองถนัด เช่นเดียว