ราะการต่อสู้เมื่อครู่ แต่ก็ยังหนาแน่นพอสมควร ครั้นตกค่ำจึงยังเห็นไฟวิญญาณลอยฟุ้งกระจาย ส่องแสงวูบไหวเหนือพื้นดิน
ไกลออกไปมีดวงวิญญาณหนึ่งเพิ่งถือกำเนิดขึ้นใหม่
ยามนี้วิถีสวรรค์ได้แปรเปลี่ยนไปแล้ว ปราณหยินและปราณภูตผี ณ ที่แห่งนี้ก็เข้มข้น หากบรรดาผู้ไม่ได้ถูกสังหารโดยการทำลายดวงวิญญาณ ย่อมกลายเป็นวิญญาณแทบทั้งสิ้น
ซ่งโหยวเดินตรงไปยังที่แห่งนั้น
แสงสว่างจึงสาดส่องมาถึงฝั่งนี้เป็นระยะ
เพราะการต่อสู้ทำให้ผืนแผ่นดินสว่างบ้างมืดบ้างไม่ขาดสาย
ทุกอย่างสะท้อนอยู่ในดวงตาของนักพรตวัยกลางคนผู้นั้น
กระทั่งซ่งโหยวเดินมาถึง เขาจึงเหลียวมองมาปราดหนึ่ง
“ราชครู ขาของท่านหายดีแล้วหรือ”
ซ่งโหยวยืนค้ำไม้เท้าพร้อมกับก้มมองคนเบื้องหน้า ราชครูผู้นี้แม้มีตบะอยู่บ้าง แต่ก็ไม่สูงนัก ต่อให้บัดนี้จะกลายเป็นดวงวิญญาณ ก็ไม่แตกต่างอะไรจากวิญญาณคนธรรมดานัก
“โรคภัยหาได้อยู่ที่กายเพียงอย่างเดียว แต่ยังฝังลึกในใจข้าด้วย” เสียงของชายผู้นั้นลอยล่องไปกับสายลม ราวกับจะขาดตอนไปได้ทุกขณะ เขาเหลือบมองกองเลือดเนื้อของตนเองอย่างไม่ใส่ใจนัก “บัดนี้กายเนื้อแตกดับ โรคในใจมลายลง โรคทางกายย่อมหายเป็นปลิดทิ้ง”
“โรคในใจของท่านคืออะไรหรือ”
ซ่งโหยวก้มมองเขา
“ข้าเคยบอกสหายบำเพ็ญแล้ว ที่ขาข้าพิการนั้นเป็นผลมาจากท่านอาจารย์ หาได้หลอกลวงสหายบำเพ็ญแต่อย่างใด” เขาตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง
“อืม”
ซ่งโหยวพยักหน้าเบาๆ
แท้จริงแล้ว คนที่ชอบพูดปดมัก