ในชั่วพริบตา ต่อให้ก้อนหินบนเนินจะใหญ่เพียงใด ก็ล้วนต้องแตกสลายกระเด็นกระดอนไปเพราะแรงเหวี่ยงจากปลายหาง หากแตะเพียงปลายหาง ชั้นดินหนานับหลายชุ่นก็ถูกไถออกไปอย่างง่ายดาย เผยให้เห็นชั้นหินที่คอยรองรับเขาเยี่ยซานทั้งลูกไว้ ซ้ำแล้วปรากฏรอยแตกเป็นทาง ราวกับว่าภูผาใหญ่จะพังทลายลงเพราะปีศาจยุคบรรพกาล
ปีศาจร้ายกลิ้งตัวไปมา ก่อให้เกิดลมพายุ
ฝุ่นทรายลอยตลบ บดบังทัศนวิสัยของซ่งโหยวจนแทบมองไม่เห็น
แต่ทั้งหมด…ก็เป็นเพียงการลองเชิงของพวกจระเข้ยักษ์เท่านั้น
ซ่งโหยวยืนมั่น มือหนึ่งค้ำไม้เท้าไว้ ไม่หวั่นแม้พบเจอลมกรรโชก
เสียงคำรามโครมครามยังคงดังต่อเนื่อง ทว่าเขากลับแสร้งไม่ได้ยินเสียอย่างนั้น
พลันนึกถึงหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมา เมื่อคราวที่มาถึงฉางจิงใหม่ๆ ราชครูเคยแวะเวียนมาถามสารทุกข์สุขดิบ ถอดทอนหายใจให้กับความเป็นไปของมนุษย์
ผู้ใดเล่าจะไม่แก่ชรา…
ต้นฤดูใบไม้ร่วงปีเดียวกัน ยามล่องเรือกลางสายธาร ปีศาจจิ้งจอกนั่งท่วงท่าสง่างาม พร่ำเอ่ยถามสิ่งที่เคลือบแคลงใจออกมา
สิ่งใดเล่าจะทำให้มนุษย์ละทิ้งหนทางสู่การเป็นอมตะ
เดือนก่อนตอนเพิ่งมาถึงที่นี่ ได้พบราชครูในสภาพที่แก่ชราลงมาก แววตาของเขายังคงแฝงแววทอดถอนใจเช่นเคย
สหายบำเพ็ญดูไม่เปลี่ยนไปเลยนะ…
“สิ่งใดๆ ล้วนถึงคราอวสาน…”
ซ่งโหยวสะบัดไม้เท้าเบาๆ
ฝุ่นผงที่บดบังทัศนียภาพทั้งหมดพลันร่วงลงในพริบตา
ท้องฟ้ากับผืนดินดูใสกระจ่างขึ้นในทันใด
จระเข้ยักษ์ตนนั้นมีฝุ่นผง