ขบวนผู้คุ้มกันค่อยๆ เคลื่อนออกไป
ซ่งโหยวกำลังจะเดินลงจากเนิน ครั้นก้าวขาขึ้นไปหนึ่งก้าว ก็ต้องหยุดฝีเท้าลงแล้วมองไปยังทิศทางอื่น
ทางนั้นมีรถม้าแล่นเข้ามาอย่างช้าๆ
มีชายสองคนเดินนำหน้าและมีอีกสองคนเดินตามหลังรถม้า ล้วนเป็นชายฉกรรจ์ร่างกำยำ สวมชุดคลุมผ้า ดูมีพละกำลังเหนือกว่าผู้คุ้มกันที่เดินผ่านมาก่อนหน้านี้ราวสามส่วน พวกเขาพกดาบ มีด และกระบอกน้ำ ส่วนอีกฝั่งสะพายคันธนูและลูกศรครบครัน หากไม่ใช่เครื่องแบบขุนนาง ก็คงเป็นเครื่องแบบขององครักษ์ที่พบเจอได้บ่อยในนครฉางจิง
รถม้านั้นคันใหญ่กว่าปกติเล็กน้อย ไม่มีเครื่องประดับบ่งบอกฐานะ เป็นเพียงผ้าใบธรรมดา ทำให้ซ่งโหยวรู้สึกคุ้นตาขึ้นมาทันใด
เขาขมวดคิ้วลง
ก่อนจะเป่าลมลงไปเบื้องล่าง
สายลมอ่อนโยนพัดผ่านทางภูเขา
เป็นสายลมบางๆ ไม่พัดเอาเม็ดทรายขึ้นมาและไม่นำพาความหนาวเหน็บมา เพียงทำให้ยอดหญ้าและต้นไม้บนเนินเขาไหวเอนไปมา พัดให้เส้นผมของเหล่าองครักษ์ปลิวไสว และพัดให้ม่านรถม้าเลิกขึ้นเล็กน้อย
ภายในรถมีคนสองคน เป็นสาวใช้และสตรีวัยกลางคน
องค์หญิงฉางผิงนั่นเอง
“…”
ซ่งโหยวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวขาลงไป
รถม้าขององค์หญิงฉางผิงแล่นไปตามทางภูเขามา ครั้นมาถึงจุดนี้ ก็เห็นนักพรตยืนอยู่ริมทางกับม้าขนแดงและแมวสามสีที่เอาแต่เงยหน้ามองไปรอบๆ
องครักษ์ด้านหน้าหันมองตากันเล็กน้อย ตั้งท่าระมัดระวังแต่ไม่คิดกระทำการบุ่มบ่าม เพียงเดินต่อไปพร้อมกับจับตามองนักพรตไปด้วย