ซ่งโหยวเข้าใจพวกเขาดี จึงไม่เคลื่อนไหวใดๆ รอจนรถม้าแล่นเข้ามาในระยะที่พอจะสนทนาได้ แล้วจึงประสานมือคารวะ กล่าวแนะนำตนเองก่อน
รถม้าพลันหยุดลงทันที
องครักษ์ทั้งสองรีบยื่นมือไปคว้าอาวุธที่เอว ส่วนอีกสองคนก็ก้าวเข้ามายืนขนาบซ้ายขวา เตรียมง้างคันศร ต่างพร้อมใจกันคุ้มครององค์หญิงและจับตาดูนักพรต
“ไร้มารยาทนัก!”
พลันมีเสียงหนึ่งดังลอดออกมาจากในรถม้า
ทันใดนั้นม่านรถม้าก็ถูกเลิกขึ้น กลับเป็นองค์หญิงที่เลิกม่านขึ้นเอง
องค์หญิงผู้เริ่มมีร่องรอยแห่งความชราปรากฏบนใบหน้าพลันชะงักไปครู่หนึ่ง คล้ายระลึกได้ว่าครานั้นเคยพบกับนักพรตในเมืองหลวงมาก่อน แต่กลับจำหน้าเขาไม่ได้ นางรีบก้าวขาลงจากรถม้า โดยมีคนขับรถม้าคอยพยุงไว้ ครั้นรองเท้าผ้าปักเหยียบย่ำลงบนพื้นดินก็ดึงมือกลับแล้วเปลี่ยนมาประสานมือคารวะนักพรตแทน
“ท่านซ่งนี่เอง! ข้าขอคารวะ!”
“ไม่คิดว่าจะได้พบองค์หญิงที่นี่”
“ข้ากลายเป็นสามัญชนแล้ว หาใช่องค์หญิงอีกต่อไป” องค์หญิงฉางผิงพยักหน้าลง สายตาก็คอยจับจ้องไปยังนักพรต ม้าแดง และแมวสามสี “ข้าเคารพนับถือท่านตั้งแต่ครั้นยังพำนักอยู่ที่ฉางจิงแล้ว อยากไปเยี่ยมเยียนสักครา แต่ได้ยินว่าท่านมีวิถีชีวิตเรียบง่าย เกรงว่าจะเป็นการรบกวน จึงไม่เคยได้พบกันเสียทีกระทั่งตอนออกจากฉางจิง ข้าก็ยังรู้สึกเสียดายนัก แต่ก็ไม่คิดเลยว่าจะได้พบท่านที่แคว้นเหยาโจวอันห่างไกลนี้ นับว่าข้ายังมีบุญวาสนาอยู่บ้างจริงๆ”
ถ้อยคำเหล่านั้นแ