ม้จะยาวเหยียด แต่กลับร้อยเรียงออกมาได้น่าฟังนัก
“คราวก่อนที่พบกันข้าไม่ได้พาม้าไป อีกทั้งศิษย์น้อยของข้าก็ยังอยู่ในร่างมนุษย์ ไม่เหมือนกับในข่าวลือนัก ในฉางจิงมีผู้คนล้นหลาม องค์หญิงจดจำข้าไม่ได้ก็ถือเป็นเรื่องปกติ”
“หากได้พบท่านตั้งแต่เนิ่นๆ ก็คงดี”
องค์หญิงฉางผิงถอนหายใจเบาๆ
“เหตุใดองค์หญิงถึงถูกเนรเทศไปยังที่แห่งนั้นเล่า” ซ่งโหยวถามด้วยความสงสัย
“ท่านเองก็คงทราบดีว่าหากถูกเนรเทศไปที่อันหมิน ย่อมไม่อาจออกไปจากที่แห่งนั้นได้อีก” องค์หญิงฉางผิงพยักหน้าทั้งรอยยิ้ม ราวกับไม่รู้สึกขมขื่นหรือเสียดายเลย “เดือนสองที่เหยาโจวนั้นช่างร้อนระอุ ต้องเดินทางผ่านหมอกพิษร้าย แต่ที่เฟิงโจวนั้นกลับหนาวเหน็บ คงเป็นเพราะข้านั้นอายุมากแล้ว ทุกค่ำคืนล้วนตื่นขึ้นมาเพราะไอหนาว คล้ายได้ใช้อายุขัยที่เหลืออยู่ไปกับการเดินทาง แม้ไปถึงอันหมินก็คงอยู่ได้ไม่นานนักหวนระลึกถึงคราที่ยังอาศัยในรั้ววังหลวง ช่วยฮ่องเต้ปกครองบ้านเมือง ก็นึกขึ้นได้ว่าทั้งชีวิตนี้ไม่เคยมีโอกาสได้เห็นแผ่นดินอันงดงามนี้ จึงจัดการติดต่อเหล่าขุนนาง ขอใช้โอกาสนี้เชยชมแผ่นดินต้าเยี่ยน”
“เข้าใจแล้ว”
ซ่งโหยวพยักหน้าลง เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อ
“ครั้งนี้ข้าเดินทางลงใต้มาพร้อมแม่นางหว่านเจียงจากหอกระเรียนเซียนระยะหนึ่ง แล้วแยกทางกันที่เจิ้งซี บัดนี้นางคงกำลังมุ่งหน้าไปที่อันเหมินเพื่อรอเยี่ยมองค์หญิง เพราะองค์หญิงนั้นด่วนจากไปจึงไม่ไ