งผิงแสดงจุดยืนของตนแล้วก็เริ่มเอ่ยปากเล่า “ครานั้นข้ายังเยาว์วัยนัก ยังหลงระเริงไปกับความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหยางตู ครานั้นขุนศึกแห่งแคว้นหยางโจวจัดงานล่าสัตว์ขึ้นที่นอกเมือง มีขุนนางเลื่องชื่อและหญิงงามมากมายไปร่วมงาน ข้าเองก็ไปที่นั่นตามคำเชิญของขุนศึก”
“ล่าสัตว์หรือ”
“ภูเขานอกเมืองหยางตูไม่สูงนัก” องค์หญิงฉางผิงกล่าว “ชายหนุ่มผู้หนึ่งยิงธนูใส่ขาหลังของกระต่ายตัวหนึ่ง แต่กระต่ายตัวนั้นช่างชาญฉลาด หลังถูกจับตัวมา ก็โค้งคำนับต่อหน้าผู้คน ราวกับกำลังร้องขอชีวิต ชายหนุ่มเห็นดังนั้นก็คิดว่าน่าสนใจนัก จึงนำกระต่ายมามอบให้ข้า กระต่ายตัวนั้นโค้งคำนับจริงๆ ครั้นมันเห็นข้า ก็หมุนตัวแล้วโค้งคำนับอีกครั้ง ข้าจึงรู้ได้ทันทีว่ามันฝึกตบะจนบรรลุวิชากลายเป็นภูตแล้ว”
“องค์หญิงเล่าต่อเถิด”
สีหน้าของซ่งโหยวพลันเคร่งขรึมขึ้น
องค์หญิงฉางผิงยังคงเล่าต่อ “แม้สัตว์และมนุษย์จะต่างกัน แต่การบำเพ็ญตบะนั้นย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย แม้กระต่ายตัวนั้นจะเป็นภูต ก็คงทำอันตรายต่อมนุษย์ได้ไม่มากนัก ยิ่งเห็นมันออดอ้อน ข้าจึงสั่งให้ชายหนุ่มผู้นั้นไว้ชีวิตมัน รักษาแผลจนหายดีก็ปล่อยมันไป ไม่คิดเลยว่าผ่านมาหลายปี กระต่ายตัวนั้นจะกลับมาขอบคุณข้า”
“แค่นั้นหรือ”
“มิกล้าปิดบังท่าน ครานั้นเรื่องนี้ถูกลือไปทั่วเมืองหยางตู นี่ก็ผ่านมาเพียงสิบสองปีเท่านั้น หากท่านคิดจะไปสืบเสาะ ย่อมได้รู้ข้อเท็จจริงแน่นอน”
“…”
แววตาของซ่งโหยววูบไห