ือนเดิม ขอขนมหูแมวสิบชามกับเนื้ออีกหนึ่งหม้อ!”
“ได้เลย…”
“ทำไมปล่อยให้แมวขึ้นมานั่งบนโต๊ะกินข้าวเช่นนี้เล่า นี่เป็นที่ให้คนหรือแมวกินข้าวกันแน่”
แมวสามสีก็เงยหน้าขึ้นจ้องพวกเขาตาเขม็งเช่นกัน
“ช่างมันเถอะน่า…”
ชายหนวดเคราดกส่ายหน้าเบาๆ ครั้นเห็นว่าซ่งโหยวสวมเสื้อคลุมนักพรต ก็ไม่อยากก่อเรื่องอะไรแล้ว
เถ้าแก่จึงรีบออกมาไกล่เกลี่ยทันที
“ไอ้หยาๆ พวกท่านอย่าได้ถือสาเลย แมวของคุณชายผู้นี้รักสะอาดมาก อีกทั้งยังฟังภาษาคนรู้เรื่อง กินแต่ของในชามตนเอง พวกท่านก็เป็นลูกค้าประจำมิใช่หรือ ข้าจะเอาชามสวยๆ แบบนั้นมาจากไหนกันเล่า”
ทุกคนได้ฟังเช่นนั้นก็หลุบตาลง
จึงเห็นว่าถ้วยที่เจ้าแมวใช้นั้น ไม่เพียงแต่จะไม่ใช่ถ้วยดินเผาหยาบๆ ที่ร้านทั่วไปใช้กัน หากแต่เป็นชามกระเบื้องลายวิจิตร เนื้อนวลดุจหยก แม้โปร่งแสงแต่กลับไม่รั่วซึม งดงามราวกับเป็นชิ้นงานศิลป์
ดูแล้วถ้วยใบนี้คงมีราคาแพงใช่ย่อย
ซ่งโหยวจึงยกชามของแม่นางสามสีขึ้น แล้ววางลงบนม้านั่ง
แม่นางสามสีสะอาดกว่าแมวทั่วไปเป็นไหนๆ เพียงแต่ผู้อื่นมักไม่รู้ แมวขึ้นมากินอาหารบนโต๊ะย่อมไม่สมควร แต่เพราะคราแรกซ่งโหยวเห็นว่าในร้านไม่มีผู้ใด ถามไถ่เถ้าแก่ให้เรียบร้อยแล้วถึงให้นางขึ้นมาได้ หากผู้อื่นไม่พอใจ ก็ถือเป็นเรื่องปกติ ไม่มีเหตุจะต้องไปตำหนิติเตียน
“ลำบากหน่อยนะแม่นางสามสี…”
แมวน้อยเข้าใจความหมายดี นางไม่ส่งเสียงร้องใดๆ เพียงกระโดดลงจากโต๊ะมายืนบนม้านั่งแทน แต