สอบถามตามสถานที่อื่นๆ ต่อ
เรื่องราวที่ได้ยินมาก็คล้ายๆ กัน ต่างกันที่รายละเอียด แต่ถึงกระนั้นใจความโดยรวมก็ยังสอดคล้องกัน
ตำนานนี้เล่าขานต่อกันมาหลายร้อยปีแล้วจริงๆ
ในที่สุดซ่งโหยวก็เดินมาถึงฝั่งตะวันออกของเมือง มาหยุดอยู่ด้านนอกจวนตระกูลเจิ้งที่ว่ากันว่าเป็นที่อยู่ของทายาทแห่งนักพรตปั๋วซู่ และปัจจุบันยังเป็นตระกูลใหญ่ที่สุดในเมืองเจิ้งซีอีกด้วย
จวนตระกูลเจิ้งนั้นกว้างใหญ่มาก ทั้งยังอยู่ไม่ไกลจากศาลากลาง บริเวณโดยรอบนั้นเงียบสงบ รอบข้างเป็นตรอกเล็กๆ มีผู้คนผ่านไปมาน้อย ซ่งโหยวได้แต่ยืนพิงไม้เท้าอยู่ในตรอกนั้น คอยฟังเสียงเด็กๆ เล่นซุกซนอยู่หลังกำแพงสีขาวนวล ส่วนผู้ใหญ่ก็คอยไล่จับ ส่งเสียงหัวเราะกันสนุกสนาน ดูแล้วช่างมีความสุขเหลือเกิน
ด้านหน้าเป็นประตูเข้าสู่จวน ทว่ากลับไม่มีผู้ใดเดินเข้าออกเลย
ซ่งโหยวยืนฟังอยู่ครู่หนึ่ง เขานิ่งเงียบไปพักใหญ่ แต่สุดท้ายก็เลือกที่จะไม่รบกวนคนในจวน เพียงหันหลังเดินจากไป
แมวน้อยก็เดินตามเขาไม่ห่าง เอาแต่มองซ้ายแลขวาไปเรื่อย ครั้นเห็นว่าแถวนั้นไม่มีคน ก็วิ่งปรี่เข้ามาหา กางอุ้งเท้าออกมาสะกิดชายกางเกงของเขา ก่อนจะเอ่ยเสียงเบา
“นักพรต…”
“มีอะไรหรือ”
“คนพวกนั้น…”
“พวกไหนหรือ”
“ก็พวกที่กินข้าวเมื่อครู่นี้ไง!”
“พวกเขาทำให้แม่นางสามสีไม่พอใจหรือ”
“ไม่ใช่นะ!” เจ้าแมวเงยหน้าขึ้น “พวกเขามีกลิ่นคล้ายซากหนูเน่าเลย แต่ก็ไม่เหมือนเสียทีเดียว!”
“หืม”
“…”
ซ่งโหยวสบตาน