างครู่หนึ่ง แล้วจึงคลี่ยิ้มออกมา “ข้าบอกแล้วว่าแม่นางสามสีเคยเป็นถึงเทพแมว ย่อมไม่โกรธเคืองพวกเขาเพราะเรื่องเล็กน้อย”
“?”
เจ้าแมวเอียงคอมองเขา ราวกับเพิ่งเข้าใจว่าเหตุใดซ่งโหยวถึงชอบแสดงท่าทีลึกลับ ไม่ให้ผู้อื่นเดาออกว่ากำลังครุ่นคิดสิ่งใด
ผ่านไปครู่หนึ่งนางถึงตอบกลับ
“ใช่แล้ว!”
แม้เสียงจะเบาแต่กลับหนักแน่นนัก
ครานั้นมีคนเดินออกมาจากตรอกพอดี ท่าทางดูจะเป็นคนมีฐานะพอสมควร ซึ่งคนผู้นั้นกำลังถือของกำนัลเดินตรงไปยังจวนตระกูลเจิ้ง
ซ่งโหยวจึงหยุดพูดแล้วเดินต่อไปข้างหน้า
ครั้นเดินผ่านหน้าประตู เขาได้ก็ได้ยินเสียงพูดคุยเล็ดลอดออกมาจากด้านใน แต่ก็ไม่ได้หยุดฟัง เมื่อคนผู้นั้นก้าวขาเข้าไป ประตูจวนก็ถูกปิดลงอีกครั้ง ตรอกซอยแคบๆ กลับมาเงียบสงบดงเดิม เจ้าแมวจึงรีบสาวเท้าเดินนำซ่งโหยวไปเล็กน้อย ก่อนจะหันกลับมาพูดคุยด้วย
“แล้วเจ้าจะทำอย่างไรเล่า”
“กลับไปค่อยว่ากัน”
“แม่นางสามสีได้กลิ่นชัดมากเลยนะ กลิ่นนั้นมาจากรถม้าของพวกเขา แม่นางสามสีแอบไปดูได้นะ”
“ไม่ได้หรอก มันไม่สุภาพ”
“เช่นนั้นเจ้าก็ลองไปแอบดูสิ!”
“ก็ไม่สุภาพเหมือนกัน”
“ให้นกนางแอ่นไปดู!”
เจ้าแมวเดินกระดิกหางไปตลอดทาง แต่ถึงกระนั้นก็ยังหันมาจ้องเขาด้วยสายตาอันแน่วแน่
“ไว้ค่อยว่ากันเถอะ”
ซ่งโหยวเพียงยกยิ้มบางๆ เดินต่อไปจนพ้นตรอก
คราวนี้เจ้าแมวจึงเงียบลง
ผ่านไปครู่หนึ่งนกนางแอ่นก็บินกลับมาเกาะบนไหล่ของนักพรต เล่าทุกสิ่งที่เห็นในจวนตระกูลเจิ้งใ