แค่น้ำตาลแดง แม่นางสามสีต้องประหยัดหน่อยนะ” ซ่งโหยวว่าพลางใช้ช้อนคนในชามใบเล็กของนาง
เขาชะงักไปครู่หนึ่ง เดิมทีคิดจะพูดว่า ‘น้ำตาลชนิดนี้แพงมาก’ คิดดูแล้ว ถ้าพูดเช่นนั้นไป แม่นางสามสีต้องยอมเชื่อฟังแน่ แต่สุดท้ายเขาก็เลือกที่จะไม่พูด “เว้นแต่ว่าจะหาน้ำผึ้งตามป่าได้ คงต้องดูฝีมือแม่นางสามสีแล้ว”
แม้แม่นางสามสีจะยอมรับฟัง แต่ตอนที่ซ่งโหยวเก็บโถน้ำตาลลงย่าม ก็ยังคงร้องเรียกเบาๆ
“ข้ากินหวานสู้แม่นางสามสีไม่ได้หรอก ติดหวานนิดหน่อยก็พอแล้ว” พูดจบก็ออกแรงดันชามใส่ไข่ลวกและ ‘เหล้าข้าวหมัก’ ไปให้นางเบาๆ “ระวังร้อน”
“…”
เจ้าแมวมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะค่อยๆ โน้มหน้าเข้ามาใกล้ ลองทดสอบดูว่าอาหารในจานร้อนเพียงใด สูดจมูกดมกลิ่นอยู่ครู่หนึ่งก็แลบลิ้นออกมาเลีย
แม่นางสามสีกินต่อไปทั้งที่ข้าวต้มยังร้อน
ดูท่านางคงได้ลิ้มลองรสชาติใหม่ๆ จากข้าวต้มไข่ลวกชามนี้
ในขณะเดียวกันนั้น เถ้าแก่ก็ยกอาหารอีกอย่างเข้ามาพอดี
“ขนมหูแมวได้แล้ว!”
แม่นางสามสีหยุดกิน ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองชามที่ถูกยกมาวางตรงหน้า
“โอ้!”
เถ้าแก่หัวเราะร่า วางชามลงแล้วก็หันไปมองเจ้าแมวสามสีที่กำลังกินอยู่ “ท่านสั่งให้แมวกินหรอกหรือ”
“นางชอบกินน่ะ”
“ท่านนี่มีจิตใจงดงามดีจริงๆ!”
“นางออกพเนจรใต้หล้าร่วมกับข้ามาโดยตลอด ข้าจะละเลยนางได้อย่างไร”
“ท่านเป็นคนที่ไหนเล่า”
“ข้ามาจากอี้โจว…”
ซ่งโหยวตอบ ขณะเดียวกันสายตาก็จับจ้องไปยังชามขนมหูแมว
เป็นขนมท