จิ้งซี แต่ให้นายเรือส่งลงที่ท่าน้ำใกล้แคว้นเหยาโจวที่สุด แล้วค่อยเดินเท้าเที่ยวชมใต้หล้าต่อไป แม่นางทั้งสองก็เลือกร่วมทางกับเขาต่อ
ครั้นขึ้นฝั่งมาก็พบว่ารถม้าของสองหญิงมารอรับแล้ว
“แม่นางทั้งสองรู้ได้อย่างไรว่าข้าจะลงท่านี้”
“ท่านออกพเนจรใต้หล้า หากไม่ใช่เพราะทิวทัศน์สองฝั่งงดงามเป็นพิเศษ มีหรือจะล่องเรือผ่านไปเฉยๆ” แม่นางหว่านเจียงประสานมือทั้งรอยยิ้ม “พวกข้าเดาไว้ว่าท่านต้องลงที่นี่”
“เดาผิดก็ไม่เป็นไร ถ้าไม่พูด ก็ไม่มีใครรู้ว่าเดาผิด” สาวใช้พูดขึ้นบ้าง
“มีเหตุผล” ซ่งโหยวเพียงหัวเราะเบาๆ แล้วก้าวเดินต่อไป
ถนนดินเหลืองแคบๆ เบื้องหน้ายังกว้างพอให้รถม้าผ่าน
แม่นางหว่านเจียงก้าวขึ้นรถม้าไป ปล่อยให้สาวใช้บังคับรถม้าตามหลังซ่งโหยว ระหว่างนั้นก็เอาแต่พูดคุยไม่หยุด
โดยซ่งโหยวจะแสร้งว่าไม่ได้ยินเสียส่วนใหญ่
เหยาโจวถูกปกคลุมด้วยหมอกพิษ เส้นทางข้างหน้าเป็นภูเขาสูงป่าทึบ ช่างเงียบงันและน่าวังเวง แต่เพราะมีเสียงบรรเลงพิณดังขึ้นมาเป็นครั้งคราว ซ่งโหยวจึงผ่อนคลายลงไม่น้อยเลย
ร่วมทางกันมาได้หลายรอยลี้แล้ว
เบื้องหน้าปรากฏทางแยกสามสาย ต้นไม้สูงใหญ่ขึ้นรายรอบ มีร้านน้ำชาตั้งอยู่ ทว่ากลับรกร้างไร้ผู้คน
นางแอ่นร่อนลงจากฟ้ามาเกาะหัวม้าขนแดง หันซ้ายหันขวาไปมาแล้วก็เอ่ยปากขึ้น
“ไปเจิ้งซีเลี้ยวซ้าย ต้องเดินเลียบแม่น้ำอิ่นเจียงไป ส่วนทางขวานั้นข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน คงทอดไปยังเหยาโจวกระมัง”
“บินได้นี่ดีจังน