ะเวลาหนึ่งปีนี้ย่อมทำให้ปราณภูตผีแผ่ช้าลงไปอีกหลายปี กว่าจะส่งผลกระทบต่อผู้คนในจือจวิ้น นรกก็คงเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่เป็นอันตรายใดๆ”
“สหายบำเพ็ญช่างมีเมตตาเสียจริง”
ราชครูยิ้มกว้าง เดินตามหลังมา
ทั้งคู่เดินผ่านเมืองผีอีกครั้ง ไม่รู้ว่ามีผีวิญญาณกี่ตนที่ค้อมกายคารวะราชครูด้วยความสำนึกในบุญคุณ มองเขาสูงส่งดั่งเทพเจ้า ส่วนผู้ที่เคยก่อกรรมและถูกลงทัณฑ์ในเมืองนี้ ก็หวั่นเกรงเขา เสมือนว่าเป็นองค์เทพผู้ลงทัณฑ์
ครั้นเดินผ่านผนังหินออกมาได้ ก็กลับมาสู่โลกภายนอกแล้ว
บริเวณรอบภูเขาเยี่ยซานอบอวลด้วยไอเย็นและปราณภูตผี มืดมนจนแทบไม่เห็นท้องฟ้าแจ่มใส เสมือนมีฟ้าครึ้มตลอดเวลา แต่ก็ยังถือว่าสว่างกว่าในเมืองผีมากนัก ครั้นซ่งโหยวได้ออกมาสัมผัสกับแสงอาทิตย์อีกครา ก็หรี่ตาลง พร้อมกับก้มมองเจ้าแมวที่กำลังหรี่รูม่านตาลงเช่นกัน
เขามองซ้ายมองขวาแล้วขึ้นสู่ยอดเขา
ผู้ที่ลำบากก็มีแต่ท่านราชครู ต้องปีนเขาขึ้นไปทั้งที่ยังเดินกะเผลกๆ
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว…
ลำแสงของพลังวิญญาณนับหลายสายพวยพุ่งออกไปประหนึ่งหิ่งห้อยยามกลางวัน ก่อนจะตกลงสู่รอบบริเวณภูเขาเยี่ยซาน
“จงผนึก!”
พลังวิญญาณกลายเป็นค่ายกลในชั่วพริบตา
ราชครูยังอุตส่าห์เดินขากะเผลกมาส่งซ่งโหยวถึงเชิงเขา และสั่งให้เหล่านายทหารคอยนำทางเขาไปจนถึงตัวเมือง เพื่อไม่ให้หลงทาง
“ขอบคุณท่านมาก” ซ่งโหยวหันมายิ้มให้ “บัดนี้เป็นกลางเดือนสอง อีกหนึ่งปีข้าจะกลับมาซ่อมแซมค่ายกลให้ หากข