มืด ทิ้งให้แม่นางสามสีนั่งอยู่ตรงทางเดิม หางยังพันเท้าเล็กๆ ไว้อย่างเรียบร้อย คอยจ้องมองแผ่นหลังของนักพรตจนลับสายตาไป แล้วจึงค่อยก้มลงเลียอุ้งเท้า ใช้ขาหน้าถูใบหน้าตัวเอง
ระหว่างนั้นก็ลอบมองนักพรตอีกคนกับชายชราในชุดผ้ากระสอบที่ถูกทิ้งให้อยู่ตรงนั้นด้วยกัน
“…”
แม่นางสามสีได้แต่สูดดมกลิ่นรอบๆ ต่อไป
ทางเดินไม่ยาวนัก ข้างหน้าเริ่มมีแสงเพลิงส่องออกมา
ด้วยความร้อนที่แผ่กระจายออกมา เหล่าขุนนางผีที่ติดตามมาก็หยุดยืน ไม่กล้าเดินต่อ
แต่ซ่งโหยวและราชครูกลับไม่รู้สึกร้อนเลยสักนิด รอบกายยังคงเย็นราวถูกสายลมฤดูใบไม้ผลิโอบล้อมไว้
ไม่นาน ทั้งสองก็มาถึงปลายทางเดิน เบื้องหน้าคือถ้ำที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิง แค่มองก็รู้สึกราวกับถูกกลืนเข้าไปทั้งตัว
ใต้เท้าเป็นพื้นที่เว้าเหมือนอ่างขนาดใหญ่ ล้อมรอบด้วยผนังหินทั้งสี่ด้านและเพดานที่มีรอยโค้งคล้ายเตาขนาดยักษ์ ในนั้นเต็มไปด้วยเปลวไฟร้อนระอุ
ด้านนอกเป็นเพียงเปลวไฟลุกวูบ ส่วนตรงกลางนั้นไฟหนาแน่นจนแทบมองไม่เห็นอะไรนอกจากแสงสีทองแดงเจิดจ้าชวนแสบตา ด้านพื้นและผนังสลักอักษรยันต์ด้วยหมึกทองเรียงรายเป็นวงล้อมรอบ ข้างในมีเสาหินมากมาย พันรอบด้วยโซ่เหล็ก เห็นได้ชัดว่ามีไว้ล่ามผีสาง ทั้งโซ่ทั้งเสา ล้วนเต็มไปด้วยอักขระยันต์
เปลวเพลิงพัดผ่านตัวทั้งสอง
ในนั้นมีเสียงโหยหวนของผีสางดังก้องไปทั่ว
ซ่งโหยวหรี่ตา บือนหน้าหนีจากภาพผีที่กำลังรับโทษ แล้วกวาดตามองไปยังผนังและพื้นแทน
ที