ันแสงเดือน ข้าก็ตั้งค่ายพักแรมให้ได้ทั้งนั้น”
“…”
ซ่งโหยวฟังออกว่าอีกฝ่ายนั้นมั่นใจมาก ไม่ได้กลัวว่าเขาจะอยู่ที่นี่นาน เสมือนตั้งใจเปิดไพ่ในมือให้ดู
แต่สุดท้ายซ่งโหยวกลับตอบไปว่า “ข้าและแม่นางสามสีออกพเนจรไปทั่วใต้หล้า ไม่ได้แสวงหาอำนาจหรือทรัพย์สินใดๆ เพียงแต่อยากเห็นสิ่งแปลกตา ฟังเรื่องราวที่ไม่เคยได้ยิน เผื่อยามชรา จะได้มีเรื่องเล่าให้คนรุ่นหลังฟัง สร้างความอัศจรรย์ใจให้แก่พวกเขา”
“ดี!”
ราชครูหัวเราะออกมาโดยไม่ลังเล แล้วหันไปสั่งเหล่าขุนนางผี ให้ไปจัดตำหนักใหญ่ที่เตรียมไว้สำหรับแขกผู้มีเกียรติ
“วันพรุ่งนี้ข้าจะมารับท่านอีกครั้ง ร่วมเที่ยวชมเมืองผี และพูดคุยกันเรื่องการวางผังเมืองแห่งนี้ หากมีสิ่งใดขาดเหลือ ก็บอกข้าหรือขุนนางผีได้ทั้งนั้น” ราชครูพูดจบก็ก้มลงมองเจ้าแมวน้อย แล้วยิ้มตาหยีให้ “แม่นางสามสี หากเจ้าต้องการสิ่งใดก็บอกได้เช่นกันนะ”
“ท่านมีน้ำข้าวหมักไหม”
“น้ำข้าวหมักหรือ”
“เหล้าข้าวหมัก!”
“มีสิ!”
“ข้าขอแบบใส่น้ำตาลเยอะๆ เลยนะ!”
“ได้สิ…”
ราชครูยิ่งยิ้มกว้าง
เขามาส่งซ่งโหยวถึงที่พักด้วยตนเอง แล้วสั่งขุนนางผีให้บอกแก่ทุกคนว่า ผู้มาจากแดนมนุษย์ผู้นี้เป็นแขกคนสำคัญ จะเดินไปที่ใดในเมืองผีก็ได้ หากถามสิ่งใด ต้องตอบโดยไม่ปิดบัง จากนั้นจึงลากลับไป
ซ่งโหยวหยุดยืนอยู่ตรงลานกว้าง โยมีม้าและแมวยืนขนาบข้าง
มองแล้วก็อดคิดไม่ได้ว่า ที่แท้เรื่องนรกที่เล่าขานกันในปัจจุบัน ก็คงถือกำเนิดขึ้น