งเสียงเตือน พลางขยิบตาแล้วพยักหน้าไปทางด้านหน้า
ขุนนางอาวุโสมองตาม เห็นว่ามีหญิงงามสองนางกำลังเดินสวนลงมา
เขาหรี่ตาเพ่งมอง พยายามยืดคอมองให้ชัด เมื่อมองเห็นเต็มตาแล้วก็ตกตะลึงยิ่งนัก
“น้องชายเอ๋ย ข้ากำลังพูดเรื่องจริงจังนะ เจ้านะเจ้า มีคราใดบ้างที่ไม่ถูกความงามล่อ…”
แต่เสียงของเขากลับแผ่วลงเมื่อแม่นางทั้งสองเดินใกล้เข้ามา ทรวดทรงระหง รูปโฉมงามงด แฝงด้วยกลิ่นอายสงบเยือกเย็นเหนือปุถุชน แม้เขาจะอยู่ในวัยที่พ้นความลุ่มหลงในรูปโฉมแล้ว แต่ก็ยังอดลอบกลืนน้ำลาย ไม่ได้
หญิงสาวเดินตรงไปโดยไม่ชายตามอง ส่วนสาวใช้ข้างกายกลับเหลียวหลังมาส่งยิ้มหวานให้เล็กน้อย รอยยิ้มนั้นช่างเย้ายวนราวกับจะสูบวิญญาณก็ปานนั้น
สองร่างนั้นค่อยๆ เดินผ่านไป และเลือนหายไปในม่านหมอก แต่ภาพความงามนั้นยังติดตาขุนนางทั้งสอง ราวกับไม่ใช่มนุษย์มนา แต่เป็นนางสวรรค์ที่พลัดหลงลงมา
“ท่านพี่! ท่านพี่!”
ขุนนางหนุ่มรีบสะกิด พออีกฝ่ายได้สติกลับมา แม่นางทั้งสองก็เดินลับไปถึงตีนเขาแล้ว
สาวใช้เดินไปเปิดม่านรถม้า หยิบกล่องไม้ดำเก่าๆ ออกมาหนึ่งใบ พลางเอ่ยกับสารถีว่า “เอาละๆ เจ้าไม่ต้องขับแล้ว อย่างไรเสียข้าก็ต้องนั่งอยู่ข้างนอก อีกทั้งขับรถม้าก็สนุกดี เจ้าเข้าไปพักเถิด”
พูดจบนางก็เปิดฝากล่องไม้แล้วหันไปทางสารถี
สารถีไม่พูดไม่จา เพียงเหลียวมองซ้ายขวาให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็น ร่างของเขากลายเป็นควันขาว เพียงครู่เดียวก็กลายร่างเป็นกบตัวหนึ่ง
ฟ