“นักพรต แม่นางสามสีรู้สึกเหมือนโดนวางยาพิษเลย”
“เหล้าข้าวหมักน่ะ ถ้าดื่มเยอะเกินไปก็เป็นพิษนะ”
“หา แล้วทำไมครั้งก่อนเจ้าไม่บอกข้าเล่า”
“แม่นางสามสีไปนอนเถิด”
ซ่งโหยวก้มลงคว้าร่างนางขึ้นมาอย่างง่ายดาย ฝ่ายแม่นางสามสีก็ว่าง่าย ปล่อยแขนขาให้ห้อยลงตามธรรมชาติ ยกหางขึ้นปกปิดส่วนสำคัญอย่างเรียบร้อย ยอมให้นักพรตอุ้มกลับไปอยู่ในถุงใส่ผ้า
เพียงโผล่ศีรษะกลมๆ ออกมามองไปรอบๆ อย่างซุกซน
นกนางแอ่นบอกว่าอารามชิงเซียวอยู่ไม่ไกลนัก ครั้นถึงยามโพล้เพล้ ขบวนของพวกเขาก็เดินทางมาถึงแล้ว
ด้านหน้าปรากฏเนินเขาทรงกลมลูกหนึ่ง รอบเนินเป็นผืนนาข้าว ครานี้ไม่ได้หว่านเมล็ด หากแต่มีน้ำขังเต็มแปลง ผืนน้ำเรียงรายสะท้อนแสงอาทิตย์ยามอัสดง เงาเมฆแดงปลั่งสะท้อนทาบไปทั่ว งดงามดังภาพวาดชนบทที่สวรรค์บรรจงวาด
“งามเหลือเกิน…”
เสียงอุทานของสาวใช้ดังขึ้นจากเบื้องหลัง
ครั้นเห็นซ่งโหยวหันมามอง นางก็ยิ้มตาหยีเอ่ยว่า “ก่อนมาที่ฉางจิง พวกข้าก็เคยเห็นทิวทัศน์งดงามเช่นนี้ แม้ต่างออกไป แต่ก็สวยงามไม่แพ้กัน เสียดายพอมาถึงฉางจิงกลับเหมือนถูกขังอยู่ในนั้น ไม่ได้เห็นทุ่งกว้างเช่นนี้มานานแล้ว”
“บัดนี้ทั้งท่านทั้งสองเป็นอิสระแล้ว”
“หวังว่าจะได้เป็นอิสระเนิ่นนาน”
สาวใช้ยิ้มสดใส นั่งแกว่งเท้าเบาๆ อยู่บนรถม้าต่อไป
ซ่งโหยวละสายตาแล้วเดินหน้าต่อ
ถนนสายหนึ่งพาดผ่านท้องนา มุ่งสู่เนินเขา ม้าและรถม้าเดินตามทางนั้นไป ผืนน้ำข้างทางสะท้อนภาพท้องฟ้าแล