ะเมฆยามพลบค่ำ ราวกับกำลังเดินอยู่บนฟ้าก็ปานนั้น
รถม้าต้องหยุดอยู่ที่ตีนเขา นายหญิงและสาวใช้ลงมาเดินตามซ่งโหยวขึ้นไป
ทั้งสองฝั่งมีกลอนคู่ที่พบเห็นได้ทั่วไปตามอารามเต๋า
‘สายพิรุณจากฟากฟ้า ทุกหยาดล้วนรดสู่ยอดหญ้า
วิถีแห่งเต๋ากว้างใหญ่ไพศาล ย่อมชี้ทางให้แก่ผู้ศรัทธา’
ซ่งโหยวยืนพินิจพิเคราะห์อยู่ครู่หนึ่ง
ตลอดหกปีเศษที่ลงเขามา เขาเคยแวะอารามเต๋าน้อยใหญ่จำนวนมาก ย่อมเคยเห็นกลอนคู่เนื้อหาทำนองนี้คู่อยู่หลายครั้ง เพียงแต่ตัวอักษรและระยะเวลาที่มันถูกสลักลงบนหน้าประตูของแต่ละแห่งล้วนแตกต่างกันไป ย่อมมีกลิ่นอายไม่เหมือนกัน
ประตูเปิดอ้าไว้ คล้ายยังต้อนรับผู้มาเยือน
ซ่งโหยวสะพายย่ามก้าวเข้าไป
ในอารามไม่กว้างนัก พอเข้าไปก็พบนักพรตอายุน้อยผู้หนึ่ง ครั้นคนผู้นั้นเห็นซ่งโหยวและแม่นางทั้งสองผู้งดงามประหนึ่งเทพอัปสรด้านหลัง ก็ถึงกับตะลึงไปชั่วครู่
“ท่านนักพรต…”
“ข้านามซ่งโหยว มาจากอี้โจว เคยมีวาสนาได้พบนักพรตมู่อวิ๋นจื่อแห่งอารามชิงเซียว บัดนี้เดินทางผ่านมาพอดี จึงตั้งใจมาเยี่ยมคารวะ”
เจ้าแมวในย่ามโผล่หัวออกมาจ้องนักพรตตาแป๋ว
“ท่านรู้จักอาจารย์ข้าหรือ”
“เมื่อสองสามเดือนก่อน ที่หมู่บ้านดอกท้อนอกเมืองฉางจิง ศิษย์น้อยของข้าได้รับคำเชิญจากทางการให้ไปปราบปีศาจ จึงได้พบกับอาจารย์ท่าน” ซ่งโหยวยิ้มบาง “ชื่อเสียงของนักพรตมู่อวิ๋นจื่อเลื่องลือไปทั่ว ข้าเคยได้ยินมาจากที่อื่นเช่นกัน ว่าท่านเป็นผู้ทรงธรรม มีความเ